เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่
ReadyPlanet.com
dot
แพ็กเก็จทัวร์เหนือท่านออกแบบได้
แพ็กเก็จทัวร์เหนือ ส่วนตัว


เพิ่มเพื่อน
Line id  : @konthaitour
Line id  : bassktt
Konthaitour VDO
LINE Stickers  Konthaitour Vo2.
ครอบครัว คนไทยทัวร์ รูปแบบ Line sticker Vo1.
รีวิวจากฃูกค้า
กิจกรรมเพื่อสังคม ( CSR ) สานฝัน ปันรอยยิ้ม
ทำไมท่านต้องตัดสินใจใช้บริการเรา /เรามีคำตอบค่ะ
แพ็กเก็จทัวร์ภาคเหนือ / ทัวร์ส่วนตัว ไม่มี Join
VIP-Executive Tour Service
ประชุมสัมมนา-เช่ารถตู้-ทัวร์หมู่คณะ ,ทัวร์เหมา
ทีมงานคนไทยทัวร์
ประชุม สัมมนา ,งานเลี้ยง ,กิจกรรมต่างๆ ,ปาร์ตี้ส่วนตัว ,Tour organize,golf arrangement ,events ,ทัศนศึกษา
คนไทยทัวร์   รับสมัคร Partner คู่ใจทั่วประเทศ
tripadvisor


เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่

 

เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่

เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่  ประตูเวียง (ประตูเมือง)  ประตูเวียง (ประตูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้  ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำแพงและประตูเมืองหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์  แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้วก็ตาม  แนวกำแพงและประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันยังคงมีเค้าโครงของแนวกำแพงสมัยโบราณอยู่  โดยเฉพาะก้อนอิฐซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าปกติ  สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละที่เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่ร้างมานานกว่า ๒๐๐ ปี กำแพงเมืองและประตูเมืองเชียงใหม่มีความสำคัญ  ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษ  ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองจะต้องเข้าเมืองที่ประตูทางทิศเหนือ  ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ขึ้นแต่เดิมนั้น พงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ได้ทรงขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านนำเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง  โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน  แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย  ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้ง ๔ แห่ง  คือประตูหัวเวียง(ช้างเผือก) ,ประตูท้ายเวียง(เชียงใหม่) ,ประตูท่าแพ และ ประตูสวนดอก  กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น คือ กำแพงชั้นในรูปสี่เหลี่ยมและกำแพงชั้นนอกหรือกำแพงดิน  กำแพงทั้งสองชั้นสร้างขึ้นไม่พร้อมกันและมีความสำคัญไม่เท่ากัน  กำแพงชั้นในสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อครั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี  พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนกำแพงชั้นนอกสันนิษฐานว่าสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒  ในรายงานการวิจัยเรื่อง "ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน" โดยสรัสวดี อ๋องสกุล  กล่าวถึงความสำคัญของกำแพงเมืองทั้งสองว่า  กำแพงเมืองชั้นในมีความสำคัญกว่ากำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งพิจารณาจากการใช้สอยพื้นที่พบว่า ภายในกำแพงเมืองชั้นในถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองเพราะเป็นที่อยู่ของ  กษัตริย์และเจ้านาย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง  วัดเชียงมั่น ด้านถนนภายในกำแพงเมืองมีลักษณะตัดตรงเป็นเรขาคณิต  เมื่อเปรียบเทียบกันกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพบว่า  กำแพงชั้นนอกเป็นที่อยู่ของช่างและพ่อค้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อาทิ  ชาวเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่และไทยวน ส่วนบริเวณกำแพงเมืองชั้นในจะกำหนดให้เฉพาะชาวไทยวน หรือ คนเมืองอยู่เท่านั้น  บริเวณกำแพงเมืองชั้นใน ประกอบด้วยประตูเมือง ๕ ประตู ได้แก่  ๑. ประตูหัวเวียง ( คนเชียงใหม่ เรียก ปะตู๋จ๊างเผือก ) หรือ ประตูช้างเผือก อยู่ทางทิศเหนือของเมืองถือว่าเป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี  กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้ามาที่ประตูนี้ ประตูหัวเวียงเปลี่ยนชื่อมาเป็น  ประตูช้างเผือกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้สร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก ๒ เชือก เป็นอนุสรณ์แก่มหาดเล็ก ๒ คนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากภัยสงคราม  แต่เดิมรูปปั้นช้างเผือกทั้ง ๒ เชือกอยู่ริมถนนโชตนาด้านละเชือก  สำหรับรูปปั้นช้างเผือกที่ตั้งในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ  ๒. ประตูเชียงเรือก หรือ ประตูท่าแพ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของกำแพงเมืองชั้นใน มีบ้านเชียงเรือกตั้งอยู่บริเวณนอกกำแพงเมือง  เดิมบ้านเชียงเรือกเป็นชุมชนค้าขายเพราะเป็นที่ตั้งของตลาดเชียงเรือก  ตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ คาดว่ามีประชากรหนาแน่น  ซึ่งมีหลักฐานกล่าวถึงสมัยพญาแก้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงเรือกมีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ในสมัยพระเจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๑๖ - ๒๔๔๐)  ชื่อประตูเชียงเรือก เปลี่ยนมาเป็นประตูท่าแพชั้นในเพื่อให้คู่กับประตูท่าแพชั้นนอก  ซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ชื่อประตูท่าแพ หมายถึงประตูชั้นนอกตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดแสนฝาง  ต่อมาบ้านเรือนขยายตัวประตูท่าแพชั้นนอกได้สลายไปเหลือแต่ประตูท่าแพชั้นใน  ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ประตูท่าแพ สำหรับประตูท่าแพในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๒๙ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ๓. ประตูท้ายเวียง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋เจียงใหม่ ) หรือ ประตูเชียงใหม่  ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่  ในอดีตเป็นเส้นทางสำคัญระหว่างเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามและลำพูน ในสมัยราชวงศ์มังราย  (พ.ศ. ๑๘๐๔ - ๒๑๐๑)  ทั้งเชียงใหม่ กุมกามและลำพูนตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกัน  การเดินทางจึงไม่ต้องข้ามแม่น้ำปิง  ๔. ประตูแสนปุง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋แสนปุง )  ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับประตูเชียงใหม่  คือเฉพาะกำแพงเมืองด้านใต้เท่านั้นที่มีสองประตู  ประตูนี้สันนิษฐานอาจเจาะภายหลังคือไม่ได้สร้างพร้อมกับสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่กล่าวถึงการเจาะประตูนี้  หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูแสนปุงครั้งแรกสมัยมหาเทวีจิรประภา  พ.ศ. ๒๐๘๘ "...ชาวใต้มาปล่นเอาปะตูแสนปุง บ่ได้..." สันนิษฐานที่ชื่อ แสนปุง  เพราะเป็นทางออกไปสู่บริเวณที่มีเตาปุง (เตาไฟ) มากมาย  เพราะด้านนอกประตูเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างหลอมโลหะจึงมีเตาปุงไว้  หลอมโลหะจำนวนมากเปรียบนับแสน ปัจจุบันยังมีบ้านช่างหล่อพระพุทธรูปอาศัยอยู่  และถนนเลียบคูเมืองด้านนี้ชื่อถนนช่างหล่อจากความเชื่อเรื่องทิศและ  พื้นที่ถือเป็นเขตกาลกิณีจึงกำหนดให้ประตูแสนปุงเป็นทางออกไปสุสาน  ห้ามมิให้นำศพออกทางประตูอื่น ออกได้ประตูเดียวคือ ประตูแสนปุง  ๕. ประตูสวนดอก ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋สวนดอก ) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกประตูด้านนี้เป็นทางออกไปสู่อุทยาน ของกษัตริย์สมัยพญากือนาธรรมิกราช พ.ศ. ๑๙๑๔ ได้สร้างวัดบนพื้นที่อุทยานจึงเรียก วัดสวนดอก และในช่วงนั้นพญากือนาธรรมิกราช คงสร้างเวียงสวนดอกด้วย นอกจากกำแพงเมืองชั้นในแล้ว  เมืองเชียงใหม่ยังมีกำแพงเมืองชั้นนอกรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือที่รู้จักชื่อ กำแพงดิน โอบล้อมไว้ เริ่มตั้งแต่แจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบตามลำน้ำแม่ข่าลงมา  ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มาบรรจบกับกำแพงเมืองชั้นในที่แจ่งกูเฮือง  บริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านนอกมีประตูเมืองสำคัญอยู่ ๕ ประตู คือ  ๑. ประตูช้างม่อย  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง  ในอดีตถนนช้างม่อยเก่าเป็นเส้นทางโบราณผ่านหมู่บ้านเชียงเรือกไปวัดหนองหล่ม  แล้วไปสิ้นสุดที่ประตูช้างม่อย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูช้างม่อยว่า สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๓๖๘ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวทางราชการได้ตัดถนนช้างม่อยใหม่ขึ้น โดยเจาะกำแพงชั้นในให้ถนนราชวิถีจากในเวียงตัดตรงสู่ถนนช้างม่อยใหม่แล้วไป ออกแม่น้ำปิง ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกประตูชั้นในที่เจาะใหม่ว่า ประตูช้างม่อย  เพื่อแทนที่ประตูเดิมซึ่งถูกรื้อทิ้งไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๑  ๒. ประตูท่าแพ ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋ต่าแป ) อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองบริเวณหน้าวัดแสนฝาง ที่ชื่อท่าแพ  เพราะเป็นทางออกสู่ท่าน้ำแม่ปิง ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เรียกชื่อประตูนี้ว่า  ประตูท่าแพชั้นนอก เพราะความเจริญเติบโตของเมืองชื่อของประตูท่าแพชั้นนอกจึงค่อย ๆ  หายไป ประตูท่าแพจึงเหลือเพียงประตูเดียวคือ ประตูท่าแพชั้นใน หรือ ประตูเชียงเรือก  ๓. ประตูหล่ายแคง หรือ ประตูระแกง  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึง  ประตูนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เมื่อกองทัพธนบุรียกมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ที่ชื่อหล่ายแคง  เพราะบริเวณริมคูเมืองมีลักษณะลาดเท ในสมัยต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ประตูระแกง  ๔. ประตูขัวก้อม  อยู่ทางทิศใต้ ปรากฏในหลักฐานโคลงมังทรารบเชียงใหม่ว่าสร้างขึ้นอย่างน้อยใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๘  ๕. ประตูไหยา หรือ หายยา  อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูไหยาเป็นครั้งแรกว่า  "พ.ศ. ๒๒๗๐ เมื่อเทพสิงห์ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้บุกเข้ามาทางประตูไหยา  แต่ด้วยที่ตั้งของประตูไหยาอยู่ในทิศเดียวกับประตูแสนปุง เป็นตำแหน่งกาลกิณีเมือง  จึงใช้เป็นทางเคลื่อนศพมาฌาปนกิจที่สุสานหายยามาตั้งแต่โบราณ  สำหรับสาเหตุที่ต้องสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกชึ้นเพื่อป้องกันกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา ที่มักจะยกทัพมาคุกคามเมืองเชียงใหม่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของราชวงศ์มังรายมาแล้ว ปัจจุบันแนวกำแพงและประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังปรากฏหลักฐานให้เห็น  อยู่ในบางช่วงส่วนบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านนอกนั้นถูกบุกรุกจากชาวบ้านเข้าไปสร้างบ้านเรือน จนทำให้แนวกำแพงดินพังทลายลง #ประตูไหยา #ประตูท่าแพ #ประตูช้างม่อย #ประตูสวนดอก #ประตูสวนดอก #เที่ยวเชียงใหม่ #เชียงใหม่

 

ประตูเวียง (ประตูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้ 

ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำแพงและประตูเมืองหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์ 

แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้วก็ตาม 

แนวกำแพงและประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันยังคงมีเค้าโครงของแนวกำแพงสมัยโบราณอยู่ 

โดยเฉพาะก้อนอิฐซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าปกติ


สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละที่เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่

หลังจากที่ร้างมานานกว่า ๒๐๐ ปี กำแพงเมืองและประตูเมืองเชียงใหม่มีความสำคัญ 

ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษ  ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองจะต้องเข้าเมืองที่ประตูทางทิศเหนือ 

ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ขึ้นแต่เดิมนั้น พงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า

เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ได้ทรงขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านนำเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง 

โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน  แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย


ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้ง ๔ แห่ง 

คือประตูหัวเวียง(ช้างเผือก) ,ประตูท้ายเวียง(เชียงใหม่) ,ประตูท่าแพ และ ประตูสวนดอก 

กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น คือ กำแพงชั้นในรูปสี่เหลี่ยมและกำแพงชั้นนอกหรือกำแพงดิน 

กำแพงทั้งสองชั้นสร้างขึ้นไม่พร้อมกันและมีความสำคัญไม่เท่ากัน 

กำแพงชั้นในสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อครั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี 

พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนกำแพงชั้นนอกสันนิษฐานว่าสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒ 

ในรายงานการวิจัยเรื่อง "ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน" โดยสรัสวดี อ๋องสกุล 

กล่าวถึงความสำคัญของกำแพงเมืองทั้งสองว่า 

กำแพงเมืองชั้นในมีความสำคัญกว่ากำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งพิจารณาจากการใช้สอยพื้นที่พบว่า

ภายในกำแพงเมืองชั้นในถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองเพราะเป็นที่อยู่ของ 

กษัตริย์และเจ้านาย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง 

วัดเชียงมั่น ด้านถนนภายในกำแพงเมืองมีลักษณะตัดตรงเป็นเรขาคณิต 

เมื่อเปรียบเทียบกันกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพบว่า 

กำแพงชั้นนอกเป็นที่อยู่ของช่างและพ่อค้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อาทิ 

ชาวเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่และไทยวน ส่วนบริเวณกำแพงเมืองชั้นในจะกำหนดให้เฉพาะชาวไทยวน หรือ คนเมืองอยู่เท่านั้น 

บริเวณกำแพงเมืองชั้นใน ประกอบด้วยประตูเมือง ๕ ประตู ได้แก่

เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่  ประตูเวียง (ประตูเมือง)  ประตูเวียง (ประตูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้  ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำแพงและประตูเมืองหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์  แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้วก็ตาม  แนวกำแพงและประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันยังคงมีเค้าโครงของแนวกำแพงสมัยโบราณอยู่  โดยเฉพาะก้อนอิฐซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าปกติ  สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละที่เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่ร้างมานานกว่า ๒๐๐ ปี กำแพงเมืองและประตูเมืองเชียงใหม่มีความสำคัญ  ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษ  ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองจะต้องเข้าเมืองที่ประตูทางทิศเหนือ  ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ขึ้นแต่เดิมนั้น พงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ได้ทรงขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านนำเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง  โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน  แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย  ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้ง ๔ แห่ง  คือประตูหัวเวียง(ช้างเผือก) ,ประตูท้ายเวียง(เชียงใหม่) ,ประตูท่าแพ และ ประตูสวนดอก  กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น คือ กำแพงชั้นในรูปสี่เหลี่ยมและกำแพงชั้นนอกหรือกำแพงดิน  กำแพงทั้งสองชั้นสร้างขึ้นไม่พร้อมกันและมีความสำคัญไม่เท่ากัน  กำแพงชั้นในสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อครั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี  พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนกำแพงชั้นนอกสันนิษฐานว่าสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒  ในรายงานการวิจัยเรื่อง "ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน" โดยสรัสวดี อ๋องสกุล  กล่าวถึงความสำคัญของกำแพงเมืองทั้งสองว่า  กำแพงเมืองชั้นในมีความสำคัญกว่ากำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งพิจารณาจากการใช้สอยพื้นที่พบว่า ภายในกำแพงเมืองชั้นในถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองเพราะเป็นที่อยู่ของ  กษัตริย์และเจ้านาย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง  วัดเชียงมั่น ด้านถนนภายในกำแพงเมืองมีลักษณะตัดตรงเป็นเรขาคณิต  เมื่อเปรียบเทียบกันกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพบว่า  กำแพงชั้นนอกเป็นที่อยู่ของช่างและพ่อค้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อาทิ  ชาวเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่และไทยวน ส่วนบริเวณกำแพงเมืองชั้นในจะกำหนดให้เฉพาะชาวไทยวน หรือ คนเมืองอยู่เท่านั้น  บริเวณกำแพงเมืองชั้นใน ประกอบด้วยประตูเมือง ๕ ประตู ได้แก่  ๑. ประตูหัวเวียง ( คนเชียงใหม่ เรียก ปะตู๋จ๊างเผือก ) หรือ ประตูช้างเผือก อยู่ทางทิศเหนือของเมืองถือว่าเป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี  กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้ามาที่ประตูนี้ ประตูหัวเวียงเปลี่ยนชื่อมาเป็น  ประตูช้างเผือกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้สร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก ๒ เชือก เป็นอนุสรณ์แก่มหาดเล็ก ๒ คนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากภัยสงคราม  แต่เดิมรูปปั้นช้างเผือกทั้ง ๒ เชือกอยู่ริมถนนโชตนาด้านละเชือก  สำหรับรูปปั้นช้างเผือกที่ตั้งในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ  ๒. ประตูเชียงเรือก หรือ ประตูท่าแพ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของกำแพงเมืองชั้นใน มีบ้านเชียงเรือกตั้งอยู่บริเวณนอกกำแพงเมือง  เดิมบ้านเชียงเรือกเป็นชุมชนค้าขายเพราะเป็นที่ตั้งของตลาดเชียงเรือก  ตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ คาดว่ามีประชากรหนาแน่น  ซึ่งมีหลักฐานกล่าวถึงสมัยพญาแก้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงเรือกมีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ในสมัยพระเจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๑๖ - ๒๔๔๐)  ชื่อประตูเชียงเรือก เปลี่ยนมาเป็นประตูท่าแพชั้นในเพื่อให้คู่กับประตูท่าแพชั้นนอก  ซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ชื่อประตูท่าแพ หมายถึงประตูชั้นนอกตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดแสนฝาง  ต่อมาบ้านเรือนขยายตัวประตูท่าแพชั้นนอกได้สลายไปเหลือแต่ประตูท่าแพชั้นใน  ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ประตูท่าแพ สำหรับประตูท่าแพในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๒๙ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ๓. ประตูท้ายเวียง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋เจียงใหม่ ) หรือ ประตูเชียงใหม่  ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่  ในอดีตเป็นเส้นทางสำคัญระหว่างเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามและลำพูน ในสมัยราชวงศ์มังราย  (พ.ศ. ๑๘๐๔ - ๒๑๐๑)  ทั้งเชียงใหม่ กุมกามและลำพูนตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกัน  การเดินทางจึงไม่ต้องข้ามแม่น้ำปิง  ๔. ประตูแสนปุง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋แสนปุง )  ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับประตูเชียงใหม่  คือเฉพาะกำแพงเมืองด้านใต้เท่านั้นที่มีสองประตู  ประตูนี้สันนิษฐานอาจเจาะภายหลังคือไม่ได้สร้างพร้อมกับสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่กล่าวถึงการเจาะประตูนี้  หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูแสนปุงครั้งแรกสมัยมหาเทวีจิรประภา  พ.ศ. ๒๐๘๘ "...ชาวใต้มาปล่นเอาปะตูแสนปุง บ่ได้..." สันนิษฐานที่ชื่อ แสนปุง  เพราะเป็นทางออกไปสู่บริเวณที่มีเตาปุง (เตาไฟ) มากมาย  เพราะด้านนอกประตูเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างหลอมโลหะจึงมีเตาปุงไว้  หลอมโลหะจำนวนมากเปรียบนับแสน ปัจจุบันยังมีบ้านช่างหล่อพระพุทธรูปอาศัยอยู่  และถนนเลียบคูเมืองด้านนี้ชื่อถนนช่างหล่อจากความเชื่อเรื่องทิศและ  พื้นที่ถือเป็นเขตกาลกิณีจึงกำหนดให้ประตูแสนปุงเป็นทางออกไปสุสาน  ห้ามมิให้นำศพออกทางประตูอื่น ออกได้ประตูเดียวคือ ประตูแสนปุง  ๕. ประตูสวนดอก ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋สวนดอก ) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกประตูด้านนี้เป็นทางออกไปสู่อุทยาน ของกษัตริย์สมัยพญากือนาธรรมิกราช พ.ศ. ๑๙๑๔ ได้สร้างวัดบนพื้นที่อุทยานจึงเรียก วัดสวนดอก และในช่วงนั้นพญากือนาธรรมิกราช คงสร้างเวียงสวนดอกด้วย นอกจากกำแพงเมืองชั้นในแล้ว  เมืองเชียงใหม่ยังมีกำแพงเมืองชั้นนอกรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือที่รู้จักชื่อ กำแพงดิน โอบล้อมไว้ เริ่มตั้งแต่แจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบตามลำน้ำแม่ข่าลงมา  ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มาบรรจบกับกำแพงเมืองชั้นในที่แจ่งกูเฮือง  บริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านนอกมีประตูเมืองสำคัญอยู่ ๕ ประตู คือ  ๑. ประตูช้างม่อย  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง  ในอดีตถนนช้างม่อยเก่าเป็นเส้นทางโบราณผ่านหมู่บ้านเชียงเรือกไปวัดหนองหล่ม  แล้วไปสิ้นสุดที่ประตูช้างม่อย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูช้างม่อยว่า สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๓๖๘ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวทางราชการได้ตัดถนนช้างม่อยใหม่ขึ้น โดยเจาะกำแพงชั้นในให้ถนนราชวิถีจากในเวียงตัดตรงสู่ถนนช้างม่อยใหม่แล้วไป ออกแม่น้ำปิง ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกประตูชั้นในที่เจาะใหม่ว่า ประตูช้างม่อย  เพื่อแทนที่ประตูเดิมซึ่งถูกรื้อทิ้งไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๑  ๒. ประตูท่าแพ ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋ต่าแป ) อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองบริเวณหน้าวัดแสนฝาง ที่ชื่อท่าแพ  เพราะเป็นทางออกสู่ท่าน้ำแม่ปิง ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เรียกชื่อประตูนี้ว่า  ประตูท่าแพชั้นนอก เพราะความเจริญเติบโตของเมืองชื่อของประตูท่าแพชั้นนอกจึงค่อย ๆ  หายไป ประตูท่าแพจึงเหลือเพียงประตูเดียวคือ ประตูท่าแพชั้นใน หรือ ประตูเชียงเรือก  ๓. ประตูหล่ายแคง หรือ ประตูระแกง  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึง  ประตูนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เมื่อกองทัพธนบุรียกมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ที่ชื่อหล่ายแคง  เพราะบริเวณริมคูเมืองมีลักษณะลาดเท ในสมัยต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ประตูระแกง  ๔. ประตูขัวก้อม  อยู่ทางทิศใต้ ปรากฏในหลักฐานโคลงมังทรารบเชียงใหม่ว่าสร้างขึ้นอย่างน้อยใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๘  ๕. ประตูไหยา หรือ หายยา  อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูไหยาเป็นครั้งแรกว่า  "พ.ศ. ๒๒๗๐ เมื่อเทพสิงห์ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้บุกเข้ามาทางประตูไหยา  แต่ด้วยที่ตั้งของประตูไหยาอยู่ในทิศเดียวกับประตูแสนปุง เป็นตำแหน่งกาลกิณีเมือง  จึงใช้เป็นทางเคลื่อนศพมาฌาปนกิจที่สุสานหายยามาตั้งแต่โบราณ  สำหรับสาเหตุที่ต้องสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกชึ้นเพื่อป้องกันกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา ที่มักจะยกทัพมาคุกคามเมืองเชียงใหม่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของราชวงศ์มังรายมาแล้ว ปัจจุบันแนวกำแพงและประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังปรากฏหลักฐานให้เห็น  อยู่ในบางช่วงส่วนบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านนอกนั้นถูกบุกรุกจากชาวบ้านเข้าไปสร้างบ้านเรือน จนทำให้แนวกำแพงดินพังทลายลง #ประตูไหยา #ประตูท่าแพ #ประตูช้างม่อย #ประตูสวนดอก #ประตูสวนดอก #เที่ยวเชียงใหม่ #เชียงใหม่

๑. ประตูหัวเวียง ( คนเชียงใหม่ เรียก ปะตู๋จ๊างเผือก ) หรือ ประตูช้างเผือก อยู่ทางทิศเหนือของเมืองถือว่าเป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี 

กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้ามาที่ประตูนี้ ประตูหัวเวียงเปลี่ยนชื่อมาเป็น 

ประตูช้างเผือกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้สร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก

๒ เชือก เป็นอนุสรณ์แก่มหาดเล็ก ๒ คนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากภัยสงคราม 

แต่เดิมรูปปั้นช้างเผือกทั้ง ๒ เชือกอยู่ริมถนนโชตนาด้านละเชือก 

สำหรับรูปปั้นช้างเผือกที่ตั้งในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ

เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่  ประตูเวียง (ประตูเมือง)  ประตูเวียง (ประตูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้  ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำแพงและประตูเมืองหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์  แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้วก็ตาม  แนวกำแพงและประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันยังคงมีเค้าโครงของแนวกำแพงสมัยโบราณอยู่  โดยเฉพาะก้อนอิฐซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าปกติ  สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละที่เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่ร้างมานานกว่า ๒๐๐ ปี กำแพงเมืองและประตูเมืองเชียงใหม่มีความสำคัญ  ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษ  ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองจะต้องเข้าเมืองที่ประตูทางทิศเหนือ  ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ขึ้นแต่เดิมนั้น พงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ได้ทรงขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านนำเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง  โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน  แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย  ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้ง ๔ แห่ง  คือประตูหัวเวียง(ช้างเผือก) ,ประตูท้ายเวียง(เชียงใหม่) ,ประตูท่าแพ และ ประตูสวนดอก  กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น คือ กำแพงชั้นในรูปสี่เหลี่ยมและกำแพงชั้นนอกหรือกำแพงดิน  กำแพงทั้งสองชั้นสร้างขึ้นไม่พร้อมกันและมีความสำคัญไม่เท่ากัน  กำแพงชั้นในสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อครั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี  พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนกำแพงชั้นนอกสันนิษฐานว่าสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒  ในรายงานการวิจัยเรื่อง "ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน" โดยสรัสวดี อ๋องสกุล  กล่าวถึงความสำคัญของกำแพงเมืองทั้งสองว่า  กำแพงเมืองชั้นในมีความสำคัญกว่ากำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งพิจารณาจากการใช้สอยพื้นที่พบว่า ภายในกำแพงเมืองชั้นในถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองเพราะเป็นที่อยู่ของ  กษัตริย์และเจ้านาย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง  วัดเชียงมั่น ด้านถนนภายในกำแพงเมืองมีลักษณะตัดตรงเป็นเรขาคณิต  เมื่อเปรียบเทียบกันกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพบว่า  กำแพงชั้นนอกเป็นที่อยู่ของช่างและพ่อค้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อาทิ  ชาวเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่และไทยวน ส่วนบริเวณกำแพงเมืองชั้นในจะกำหนดให้เฉพาะชาวไทยวน หรือ คนเมืองอยู่เท่านั้น  บริเวณกำแพงเมืองชั้นใน ประกอบด้วยประตูเมือง ๕ ประตู ได้แก่  ๑. ประตูหัวเวียง ( คนเชียงใหม่ เรียก ปะตู๋จ๊างเผือก ) หรือ ประตูช้างเผือก อยู่ทางทิศเหนือของเมืองถือว่าเป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี  กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้ามาที่ประตูนี้ ประตูหัวเวียงเปลี่ยนชื่อมาเป็น  ประตูช้างเผือกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้สร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก ๒ เชือก เป็นอนุสรณ์แก่มหาดเล็ก ๒ คนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากภัยสงคราม  แต่เดิมรูปปั้นช้างเผือกทั้ง ๒ เชือกอยู่ริมถนนโชตนาด้านละเชือก  สำหรับรูปปั้นช้างเผือกที่ตั้งในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ  ๒. ประตูเชียงเรือก หรือ ประตูท่าแพ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของกำแพงเมืองชั้นใน มีบ้านเชียงเรือกตั้งอยู่บริเวณนอกกำแพงเมือง  เดิมบ้านเชียงเรือกเป็นชุมชนค้าขายเพราะเป็นที่ตั้งของตลาดเชียงเรือก  ตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ คาดว่ามีประชากรหนาแน่น  ซึ่งมีหลักฐานกล่าวถึงสมัยพญาแก้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงเรือกมีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ในสมัยพระเจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๑๖ - ๒๔๔๐)  ชื่อประตูเชียงเรือก เปลี่ยนมาเป็นประตูท่าแพชั้นในเพื่อให้คู่กับประตูท่าแพชั้นนอก  ซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ชื่อประตูท่าแพ หมายถึงประตูชั้นนอกตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดแสนฝาง  ต่อมาบ้านเรือนขยายตัวประตูท่าแพชั้นนอกได้สลายไปเหลือแต่ประตูท่าแพชั้นใน  ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ประตูท่าแพ สำหรับประตูท่าแพในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๒๙ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ๓. ประตูท้ายเวียง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋เจียงใหม่ ) หรือ ประตูเชียงใหม่  ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่  ในอดีตเป็นเส้นทางสำคัญระหว่างเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามและลำพูน ในสมัยราชวงศ์มังราย  (พ.ศ. ๑๘๐๔ - ๒๑๐๑)  ทั้งเชียงใหม่ กุมกามและลำพูนตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกัน  การเดินทางจึงไม่ต้องข้ามแม่น้ำปิง  ๔. ประตูแสนปุง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋แสนปุง )  ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับประตูเชียงใหม่  คือเฉพาะกำแพงเมืองด้านใต้เท่านั้นที่มีสองประตู  ประตูนี้สันนิษฐานอาจเจาะภายหลังคือไม่ได้สร้างพร้อมกับสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่กล่าวถึงการเจาะประตูนี้  หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูแสนปุงครั้งแรกสมัยมหาเทวีจิรประภา  พ.ศ. ๒๐๘๘ "...ชาวใต้มาปล่นเอาปะตูแสนปุง บ่ได้..." สันนิษฐานที่ชื่อ แสนปุง  เพราะเป็นทางออกไปสู่บริเวณที่มีเตาปุง (เตาไฟ) มากมาย  เพราะด้านนอกประตูเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างหลอมโลหะจึงมีเตาปุงไว้  หลอมโลหะจำนวนมากเปรียบนับแสน ปัจจุบันยังมีบ้านช่างหล่อพระพุทธรูปอาศัยอยู่  และถนนเลียบคูเมืองด้านนี้ชื่อถนนช่างหล่อจากความเชื่อเรื่องทิศและ  พื้นที่ถือเป็นเขตกาลกิณีจึงกำหนดให้ประตูแสนปุงเป็นทางออกไปสุสาน  ห้ามมิให้นำศพออกทางประตูอื่น ออกได้ประตูเดียวคือ ประตูแสนปุง  ๕. ประตูสวนดอก ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋สวนดอก ) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกประตูด้านนี้เป็นทางออกไปสู่อุทยาน ของกษัตริย์สมัยพญากือนาธรรมิกราช พ.ศ. ๑๙๑๔ ได้สร้างวัดบนพื้นที่อุทยานจึงเรียก วัดสวนดอก และในช่วงนั้นพญากือนาธรรมิกราช คงสร้างเวียงสวนดอกด้วย นอกจากกำแพงเมืองชั้นในแล้ว  เมืองเชียงใหม่ยังมีกำแพงเมืองชั้นนอกรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือที่รู้จักชื่อ กำแพงดิน โอบล้อมไว้ เริ่มตั้งแต่แจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบตามลำน้ำแม่ข่าลงมา  ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มาบรรจบกับกำแพงเมืองชั้นในที่แจ่งกูเฮือง  บริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านนอกมีประตูเมืองสำคัญอยู่ ๕ ประตู คือ  ๑. ประตูช้างม่อย  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง  ในอดีตถนนช้างม่อยเก่าเป็นเส้นทางโบราณผ่านหมู่บ้านเชียงเรือกไปวัดหนองหล่ม  แล้วไปสิ้นสุดที่ประตูช้างม่อย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูช้างม่อยว่า สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๓๖๘ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวทางราชการได้ตัดถนนช้างม่อยใหม่ขึ้น โดยเจาะกำแพงชั้นในให้ถนนราชวิถีจากในเวียงตัดตรงสู่ถนนช้างม่อยใหม่แล้วไป ออกแม่น้ำปิง ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกประตูชั้นในที่เจาะใหม่ว่า ประตูช้างม่อย  เพื่อแทนที่ประตูเดิมซึ่งถูกรื้อทิ้งไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๑  ๒. ประตูท่าแพ ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋ต่าแป ) อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองบริเวณหน้าวัดแสนฝาง ที่ชื่อท่าแพ  เพราะเป็นทางออกสู่ท่าน้ำแม่ปิง ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เรียกชื่อประตูนี้ว่า  ประตูท่าแพชั้นนอก เพราะความเจริญเติบโตของเมืองชื่อของประตูท่าแพชั้นนอกจึงค่อย ๆ  หายไป ประตูท่าแพจึงเหลือเพียงประตูเดียวคือ ประตูท่าแพชั้นใน หรือ ประตูเชียงเรือก  ๓. ประตูหล่ายแคง หรือ ประตูระแกง  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึง  ประตูนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เมื่อกองทัพธนบุรียกมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ที่ชื่อหล่ายแคง  เพราะบริเวณริมคูเมืองมีลักษณะลาดเท ในสมัยต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ประตูระแกง  ๔. ประตูขัวก้อม  อยู่ทางทิศใต้ ปรากฏในหลักฐานโคลงมังทรารบเชียงใหม่ว่าสร้างขึ้นอย่างน้อยใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๘  ๕. ประตูไหยา หรือ หายยา  อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูไหยาเป็นครั้งแรกว่า  "พ.ศ. ๒๒๗๐ เมื่อเทพสิงห์ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้บุกเข้ามาทางประตูไหยา  แต่ด้วยที่ตั้งของประตูไหยาอยู่ในทิศเดียวกับประตูแสนปุง เป็นตำแหน่งกาลกิณีเมือง  จึงใช้เป็นทางเคลื่อนศพมาฌาปนกิจที่สุสานหายยามาตั้งแต่โบราณ  สำหรับสาเหตุที่ต้องสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกชึ้นเพื่อป้องกันกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา ที่มักจะยกทัพมาคุกคามเมืองเชียงใหม่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของราชวงศ์มังรายมาแล้ว ปัจจุบันแนวกำแพงและประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังปรากฏหลักฐานให้เห็น  อยู่ในบางช่วงส่วนบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านนอกนั้นถูกบุกรุกจากชาวบ้านเข้าไปสร้างบ้านเรือน จนทำให้แนวกำแพงดินพังทลายลง #ประตูไหยา #ประตูท่าแพ #ประตูช้างม่อย #ประตูสวนดอก #ประตูสวนดอก #เที่ยวเชียงใหม่ #เชียงใหม่

๒. ประตูเชียงเรือก หรือ ประตูท่าแพ

ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของกำแพงเมืองชั้นใน มีบ้านเชียงเรือกตั้งอยู่บริเวณนอกกำแพงเมือง 

เดิมบ้านเชียงเรือกเป็นชุมชนค้าขายเพราะเป็นที่ตั้งของตลาดเชียงเรือก 

ตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ คาดว่ามีประชากรหนาแน่น 

ซึ่งมีหลักฐานกล่าวถึงสมัยพญาแก้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงเรือกมีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก

ในสมัยพระเจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๑๖ - ๒๔๔๐) 

ชื่อประตูเชียงเรือก เปลี่ยนมาเป็นประตูท่าแพชั้นในเพื่อให้คู่กับประตูท่าแพชั้นนอก 

ซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ชื่อประตูท่าแพ หมายถึงประตูชั้นนอกตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดแสนฝาง 

ต่อมาบ้านเรือนขยายตัวประตูท่าแพชั้นนอกได้สลายไปเหลือแต่ประตูท่าแพชั้นใน 

ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ประตูท่าแพ สำหรับประตูท่าแพในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ 

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๒๙ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง 

ในสมัยรัชกาลที่ ๕

เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่  ประตูเวียง (ประตูเมือง)  ประตูเวียง (ประตูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้  ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำแพงและประตูเมืองหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์  แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้วก็ตาม  แนวกำแพงและประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันยังคงมีเค้าโครงของแนวกำแพงสมัยโบราณอยู่  โดยเฉพาะก้อนอิฐซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าปกติ  สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละที่เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่ร้างมานานกว่า ๒๐๐ ปี กำแพงเมืองและประตูเมืองเชียงใหม่มีความสำคัญ  ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษ  ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองจะต้องเข้าเมืองที่ประตูทางทิศเหนือ  ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ขึ้นแต่เดิมนั้น พงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ได้ทรงขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านนำเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง  โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน  แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย  ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้ง ๔ แห่ง  คือประตูหัวเวียง(ช้างเผือก) ,ประตูท้ายเวียง(เชียงใหม่) ,ประตูท่าแพ และ ประตูสวนดอก  กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น คือ กำแพงชั้นในรูปสี่เหลี่ยมและกำแพงชั้นนอกหรือกำแพงดิน  กำแพงทั้งสองชั้นสร้างขึ้นไม่พร้อมกันและมีความสำคัญไม่เท่ากัน  กำแพงชั้นในสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อครั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี  พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนกำแพงชั้นนอกสันนิษฐานว่าสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒  ในรายงานการวิจัยเรื่อง "ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน" โดยสรัสวดี อ๋องสกุล  กล่าวถึงความสำคัญของกำแพงเมืองทั้งสองว่า  กำแพงเมืองชั้นในมีความสำคัญกว่ากำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งพิจารณาจากการใช้สอยพื้นที่พบว่า ภายในกำแพงเมืองชั้นในถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองเพราะเป็นที่อยู่ของ  กษัตริย์และเจ้านาย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง  วัดเชียงมั่น ด้านถนนภายในกำแพงเมืองมีลักษณะตัดตรงเป็นเรขาคณิต  เมื่อเปรียบเทียบกันกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพบว่า  กำแพงชั้นนอกเป็นที่อยู่ของช่างและพ่อค้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อาทิ  ชาวเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่และไทยวน ส่วนบริเวณกำแพงเมืองชั้นในจะกำหนดให้เฉพาะชาวไทยวน หรือ คนเมืองอยู่เท่านั้น  บริเวณกำแพงเมืองชั้นใน ประกอบด้วยประตูเมือง ๕ ประตู ได้แก่  ๑. ประตูหัวเวียง ( คนเชียงใหม่ เรียก ปะตู๋จ๊างเผือก ) หรือ ประตูช้างเผือก อยู่ทางทิศเหนือของเมืองถือว่าเป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี  กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้ามาที่ประตูนี้ ประตูหัวเวียงเปลี่ยนชื่อมาเป็น  ประตูช้างเผือกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้สร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก ๒ เชือก เป็นอนุสรณ์แก่มหาดเล็ก ๒ คนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากภัยสงคราม  แต่เดิมรูปปั้นช้างเผือกทั้ง ๒ เชือกอยู่ริมถนนโชตนาด้านละเชือก  สำหรับรูปปั้นช้างเผือกที่ตั้งในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ  ๒. ประตูเชียงเรือก หรือ ประตูท่าแพ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของกำแพงเมืองชั้นใน มีบ้านเชียงเรือกตั้งอยู่บริเวณนอกกำแพงเมือง  เดิมบ้านเชียงเรือกเป็นชุมชนค้าขายเพราะเป็นที่ตั้งของตลาดเชียงเรือก  ตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ คาดว่ามีประชากรหนาแน่น  ซึ่งมีหลักฐานกล่าวถึงสมัยพญาแก้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงเรือกมีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ในสมัยพระเจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๑๖ - ๒๔๔๐)  ชื่อประตูเชียงเรือก เปลี่ยนมาเป็นประตูท่าแพชั้นในเพื่อให้คู่กับประตูท่าแพชั้นนอก  ซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ชื่อประตูท่าแพ หมายถึงประตูชั้นนอกตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดแสนฝาง  ต่อมาบ้านเรือนขยายตัวประตูท่าแพชั้นนอกได้สลายไปเหลือแต่ประตูท่าแพชั้นใน  ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ประตูท่าแพ สำหรับประตูท่าแพในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๒๙ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ๓. ประตูท้ายเวียง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋เจียงใหม่ ) หรือ ประตูเชียงใหม่  ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่  ในอดีตเป็นเส้นทางสำคัญระหว่างเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามและลำพูน ในสมัยราชวงศ์มังราย  (พ.ศ. ๑๘๐๔ - ๒๑๐๑)  ทั้งเชียงใหม่ กุมกามและลำพูนตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกัน  การเดินทางจึงไม่ต้องข้ามแม่น้ำปิง  ๔. ประตูแสนปุง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋แสนปุง )  ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับประตูเชียงใหม่  คือเฉพาะกำแพงเมืองด้านใต้เท่านั้นที่มีสองประตู  ประตูนี้สันนิษฐานอาจเจาะภายหลังคือไม่ได้สร้างพร้อมกับสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่กล่าวถึงการเจาะประตูนี้  หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูแสนปุงครั้งแรกสมัยมหาเทวีจิรประภา  พ.ศ. ๒๐๘๘ "...ชาวใต้มาปล่นเอาปะตูแสนปุง บ่ได้..." สันนิษฐานที่ชื่อ แสนปุง  เพราะเป็นทางออกไปสู่บริเวณที่มีเตาปุง (เตาไฟ) มากมาย  เพราะด้านนอกประตูเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างหลอมโลหะจึงมีเตาปุงไว้  หลอมโลหะจำนวนมากเปรียบนับแสน ปัจจุบันยังมีบ้านช่างหล่อพระพุทธรูปอาศัยอยู่  และถนนเลียบคูเมืองด้านนี้ชื่อถนนช่างหล่อจากความเชื่อเรื่องทิศและ  พื้นที่ถือเป็นเขตกาลกิณีจึงกำหนดให้ประตูแสนปุงเป็นทางออกไปสุสาน  ห้ามมิให้นำศพออกทางประตูอื่น ออกได้ประตูเดียวคือ ประตูแสนปุง  ๕. ประตูสวนดอก ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋สวนดอก ) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกประตูด้านนี้เป็นทางออกไปสู่อุทยาน ของกษัตริย์สมัยพญากือนาธรรมิกราช พ.ศ. ๑๙๑๔ ได้สร้างวัดบนพื้นที่อุทยานจึงเรียก วัดสวนดอก และในช่วงนั้นพญากือนาธรรมิกราช คงสร้างเวียงสวนดอกด้วย นอกจากกำแพงเมืองชั้นในแล้ว  เมืองเชียงใหม่ยังมีกำแพงเมืองชั้นนอกรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือที่รู้จักชื่อ กำแพงดิน โอบล้อมไว้ เริ่มตั้งแต่แจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบตามลำน้ำแม่ข่าลงมา  ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มาบรรจบกับกำแพงเมืองชั้นในที่แจ่งกูเฮือง  บริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านนอกมีประตูเมืองสำคัญอยู่ ๕ ประตู คือ  ๑. ประตูช้างม่อย  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง  ในอดีตถนนช้างม่อยเก่าเป็นเส้นทางโบราณผ่านหมู่บ้านเชียงเรือกไปวัดหนองหล่ม  แล้วไปสิ้นสุดที่ประตูช้างม่อย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูช้างม่อยว่า สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๓๖๘ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวทางราชการได้ตัดถนนช้างม่อยใหม่ขึ้น โดยเจาะกำแพงชั้นในให้ถนนราชวิถีจากในเวียงตัดตรงสู่ถนนช้างม่อยใหม่แล้วไป ออกแม่น้ำปิง ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกประตูชั้นในที่เจาะใหม่ว่า ประตูช้างม่อย  เพื่อแทนที่ประตูเดิมซึ่งถูกรื้อทิ้งไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๑  ๒. ประตูท่าแพ ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋ต่าแป ) อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองบริเวณหน้าวัดแสนฝาง ที่ชื่อท่าแพ  เพราะเป็นทางออกสู่ท่าน้ำแม่ปิง ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เรียกชื่อประตูนี้ว่า  ประตูท่าแพชั้นนอก เพราะความเจริญเติบโตของเมืองชื่อของประตูท่าแพชั้นนอกจึงค่อย ๆ  หายไป ประตูท่าแพจึงเหลือเพียงประตูเดียวคือ ประตูท่าแพชั้นใน หรือ ประตูเชียงเรือก  ๓. ประตูหล่ายแคง หรือ ประตูระแกง  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึง  ประตูนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เมื่อกองทัพธนบุรียกมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ที่ชื่อหล่ายแคง  เพราะบริเวณริมคูเมืองมีลักษณะลาดเท ในสมัยต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ประตูระแกง  ๔. ประตูขัวก้อม  อยู่ทางทิศใต้ ปรากฏในหลักฐานโคลงมังทรารบเชียงใหม่ว่าสร้างขึ้นอย่างน้อยใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๘  ๕. ประตูไหยา หรือ หายยา  อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูไหยาเป็นครั้งแรกว่า  "พ.ศ. ๒๒๗๐ เมื่อเทพสิงห์ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้บุกเข้ามาทางประตูไหยา  แต่ด้วยที่ตั้งของประตูไหยาอยู่ในทิศเดียวกับประตูแสนปุง เป็นตำแหน่งกาลกิณีเมือง  จึงใช้เป็นทางเคลื่อนศพมาฌาปนกิจที่สุสานหายยามาตั้งแต่โบราณ  สำหรับสาเหตุที่ต้องสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกชึ้นเพื่อป้องกันกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา ที่มักจะยกทัพมาคุกคามเมืองเชียงใหม่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของราชวงศ์มังรายมาแล้ว ปัจจุบันแนวกำแพงและประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังปรากฏหลักฐานให้เห็น  อยู่ในบางช่วงส่วนบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านนอกนั้นถูกบุกรุกจากชาวบ้านเข้าไปสร้างบ้านเรือน จนทำให้แนวกำแพงดินพังทลายลง #ประตูไหยา #ประตูท่าแพ #ประตูช้างม่อย #ประตูสวนดอก #ประตูสวนดอก #เที่ยวเชียงใหม่ #เชียงใหม่

๓. ประตูท้ายเวียง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋เจียงใหม่ ) หรือ ประตูเชียงใหม่ 

ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่ 

ในอดีตเป็นเส้นทางสำคัญระหว่างเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามและลำพูน ในสมัยราชวงศ์มังราย 

(พ.ศ. ๑๘๐๔ - ๒๑๐๑) 

ทั้งเชียงใหม่ กุมกามและลำพูนตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกัน 

การเดินทางจึงไม่ต้องข้ามแม่น้ำปิง


๔. ประตูแสนปุง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋แสนปุง ) 

ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับประตูเชียงใหม่ 

คือเฉพาะกำแพงเมืองด้านใต้เท่านั้นที่มีสองประตู 

ประตูนี้สันนิษฐานอาจเจาะภายหลังคือไม่ได้สร้างพร้อมกับสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙

อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่กล่าวถึงการเจาะประตูนี้ 

หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูแสนปุงครั้งแรกสมัยมหาเทวีจิรประภา 

พ.ศ. ๒๐๘๘ "...ชาวใต้มาปล่นเอาปะตูแสนปุง บ่ได้..." สันนิษฐานที่ชื่อ แสนปุง 

เพราะเป็นทางออกไปสู่บริเวณที่มีเตาปุง (เตาไฟ) มากมาย 

เพราะด้านนอกประตูเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างหลอมโลหะจึงมีเตาปุงไว้ 

หลอมโลหะจำนวนมากเปรียบนับแสน ปัจจุบันยังมีบ้านช่างหล่อพระพุทธรูปอาศัยอยู่ 

และถนนเลียบคูเมืองด้านนี้ชื่อถนนช่างหล่อจากความเชื่อเรื่องทิศและ 

พื้นที่ถือเป็นเขตกาลกิณีจึงกำหนดให้ประตูแสนปุงเป็นทางออกไปสุสาน 

ห้ามมิให้นำศพออกทางประตูอื่น ออกได้ประตูเดียวคือ ประตูแสนปุง


๕. ประตูสวนดอก ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋สวนดอก ) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกประตูด้านนี้เป็นทางออกไปสู่อุทยาน ของกษัตริย์สมัยพญากือนาธรรมิกราช

พ.ศ. ๑๙๑๔ ได้สร้างวัดบนพื้นที่อุทยานจึงเรียก วัดสวนดอก และในช่วงนั้นพญากือนาธรรมิกราช

คงสร้างเวียงสวนดอกด้วย นอกจากกำแพงเมืองชั้นในแล้ว 

เมืองเชียงใหม่ยังมีกำแพงเมืองชั้นนอกรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือที่รู้จักชื่อ กำแพงดิน โอบล้อมไว้

เริ่มตั้งแต่แจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบตามลำน้ำแม่ข่าลงมา 

ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มาบรรจบกับกำแพงเมืองชั้นในที่แจ่งกูเฮือง


บริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านนอกมีประตูเมืองสำคัญอยู่ ๕ ประตู คือ

เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่  ประตูเวียง (ประตูเมือง)  ประตูเวียง (ประตูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้  ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำแพงและประตูเมืองหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์  แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้วก็ตาม  แนวกำแพงและประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันยังคงมีเค้าโครงของแนวกำแพงสมัยโบราณอยู่  โดยเฉพาะก้อนอิฐซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าปกติ  สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละที่เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่ร้างมานานกว่า ๒๐๐ ปี กำแพงเมืองและประตูเมืองเชียงใหม่มีความสำคัญ  ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษ  ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองจะต้องเข้าเมืองที่ประตูทางทิศเหนือ  ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ขึ้นแต่เดิมนั้น พงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ได้ทรงขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านนำเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง  โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน  แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย  ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้ง ๔ แห่ง  คือประตูหัวเวียง(ช้างเผือก) ,ประตูท้ายเวียง(เชียงใหม่) ,ประตูท่าแพ และ ประตูสวนดอก  กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น คือ กำแพงชั้นในรูปสี่เหลี่ยมและกำแพงชั้นนอกหรือกำแพงดิน  กำแพงทั้งสองชั้นสร้างขึ้นไม่พร้อมกันและมีความสำคัญไม่เท่ากัน  กำแพงชั้นในสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อครั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี  พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนกำแพงชั้นนอกสันนิษฐานว่าสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒  ในรายงานการวิจัยเรื่อง "ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน" โดยสรัสวดี อ๋องสกุล  กล่าวถึงความสำคัญของกำแพงเมืองทั้งสองว่า  กำแพงเมืองชั้นในมีความสำคัญกว่ากำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งพิจารณาจากการใช้สอยพื้นที่พบว่า ภายในกำแพงเมืองชั้นในถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองเพราะเป็นที่อยู่ของ  กษัตริย์และเจ้านาย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง  วัดเชียงมั่น ด้านถนนภายในกำแพงเมืองมีลักษณะตัดตรงเป็นเรขาคณิต  เมื่อเปรียบเทียบกันกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพบว่า  กำแพงชั้นนอกเป็นที่อยู่ของช่างและพ่อค้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อาทิ  ชาวเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่และไทยวน ส่วนบริเวณกำแพงเมืองชั้นในจะกำหนดให้เฉพาะชาวไทยวน หรือ คนเมืองอยู่เท่านั้น  บริเวณกำแพงเมืองชั้นใน ประกอบด้วยประตูเมือง ๕ ประตู ได้แก่  ๑. ประตูหัวเวียง ( คนเชียงใหม่ เรียก ปะตู๋จ๊างเผือก ) หรือ ประตูช้างเผือก อยู่ทางทิศเหนือของเมืองถือว่าเป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี  กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้ามาที่ประตูนี้ ประตูหัวเวียงเปลี่ยนชื่อมาเป็น  ประตูช้างเผือกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้สร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก ๒ เชือก เป็นอนุสรณ์แก่มหาดเล็ก ๒ คนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากภัยสงคราม  แต่เดิมรูปปั้นช้างเผือกทั้ง ๒ เชือกอยู่ริมถนนโชตนาด้านละเชือก  สำหรับรูปปั้นช้างเผือกที่ตั้งในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ  ๒. ประตูเชียงเรือก หรือ ประตูท่าแพ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของกำแพงเมืองชั้นใน มีบ้านเชียงเรือกตั้งอยู่บริเวณนอกกำแพงเมือง  เดิมบ้านเชียงเรือกเป็นชุมชนค้าขายเพราะเป็นที่ตั้งของตลาดเชียงเรือก  ตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ คาดว่ามีประชากรหนาแน่น  ซึ่งมีหลักฐานกล่าวถึงสมัยพญาแก้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงเรือกมีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ในสมัยพระเจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๑๖ - ๒๔๔๐)  ชื่อประตูเชียงเรือก เปลี่ยนมาเป็นประตูท่าแพชั้นในเพื่อให้คู่กับประตูท่าแพชั้นนอก  ซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ชื่อประตูท่าแพ หมายถึงประตูชั้นนอกตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดแสนฝาง  ต่อมาบ้านเรือนขยายตัวประตูท่าแพชั้นนอกได้สลายไปเหลือแต่ประตูท่าแพชั้นใน  ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ประตูท่าแพ สำหรับประตูท่าแพในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๒๙ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ๓. ประตูท้ายเวียง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋เจียงใหม่ ) หรือ ประตูเชียงใหม่  ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่  ในอดีตเป็นเส้นทางสำคัญระหว่างเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามและลำพูน ในสมัยราชวงศ์มังราย  (พ.ศ. ๑๘๐๔ - ๒๑๐๑)  ทั้งเชียงใหม่ กุมกามและลำพูนตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกัน  การเดินทางจึงไม่ต้องข้ามแม่น้ำปิง  ๔. ประตูแสนปุง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋แสนปุง )  ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับประตูเชียงใหม่  คือเฉพาะกำแพงเมืองด้านใต้เท่านั้นที่มีสองประตู  ประตูนี้สันนิษฐานอาจเจาะภายหลังคือไม่ได้สร้างพร้อมกับสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่กล่าวถึงการเจาะประตูนี้  หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูแสนปุงครั้งแรกสมัยมหาเทวีจิรประภา  พ.ศ. ๒๐๘๘ "...ชาวใต้มาปล่นเอาปะตูแสนปุง บ่ได้..." สันนิษฐานที่ชื่อ แสนปุง  เพราะเป็นทางออกไปสู่บริเวณที่มีเตาปุง (เตาไฟ) มากมาย  เพราะด้านนอกประตูเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างหลอมโลหะจึงมีเตาปุงไว้  หลอมโลหะจำนวนมากเปรียบนับแสน ปัจจุบันยังมีบ้านช่างหล่อพระพุทธรูปอาศัยอยู่  และถนนเลียบคูเมืองด้านนี้ชื่อถนนช่างหล่อจากความเชื่อเรื่องทิศและ  พื้นที่ถือเป็นเขตกาลกิณีจึงกำหนดให้ประตูแสนปุงเป็นทางออกไปสุสาน  ห้ามมิให้นำศพออกทางประตูอื่น ออกได้ประตูเดียวคือ ประตูแสนปุง  ๕. ประตูสวนดอก ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋สวนดอก ) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกประตูด้านนี้เป็นทางออกไปสู่อุทยาน ของกษัตริย์สมัยพญากือนาธรรมิกราช พ.ศ. ๑๙๑๔ ได้สร้างวัดบนพื้นที่อุทยานจึงเรียก วัดสวนดอก และในช่วงนั้นพญากือนาธรรมิกราช คงสร้างเวียงสวนดอกด้วย นอกจากกำแพงเมืองชั้นในแล้ว  เมืองเชียงใหม่ยังมีกำแพงเมืองชั้นนอกรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือที่รู้จักชื่อ กำแพงดิน โอบล้อมไว้ เริ่มตั้งแต่แจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบตามลำน้ำแม่ข่าลงมา  ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มาบรรจบกับกำแพงเมืองชั้นในที่แจ่งกูเฮือง  บริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านนอกมีประตูเมืองสำคัญอยู่ ๕ ประตู คือ  ๑. ประตูช้างม่อย  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง  ในอดีตถนนช้างม่อยเก่าเป็นเส้นทางโบราณผ่านหมู่บ้านเชียงเรือกไปวัดหนองหล่ม  แล้วไปสิ้นสุดที่ประตูช้างม่อย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูช้างม่อยว่า สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๓๖๘ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวทางราชการได้ตัดถนนช้างม่อยใหม่ขึ้น โดยเจาะกำแพงชั้นในให้ถนนราชวิถีจากในเวียงตัดตรงสู่ถนนช้างม่อยใหม่แล้วไป ออกแม่น้ำปิง ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกประตูชั้นในที่เจาะใหม่ว่า ประตูช้างม่อย  เพื่อแทนที่ประตูเดิมซึ่งถูกรื้อทิ้งไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๑  ๒. ประตูท่าแพ ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋ต่าแป ) อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองบริเวณหน้าวัดแสนฝาง ที่ชื่อท่าแพ  เพราะเป็นทางออกสู่ท่าน้ำแม่ปิง ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เรียกชื่อประตูนี้ว่า  ประตูท่าแพชั้นนอก เพราะความเจริญเติบโตของเมืองชื่อของประตูท่าแพชั้นนอกจึงค่อย ๆ  หายไป ประตูท่าแพจึงเหลือเพียงประตูเดียวคือ ประตูท่าแพชั้นใน หรือ ประตูเชียงเรือก  ๓. ประตูหล่ายแคง หรือ ประตูระแกง  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึง  ประตูนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เมื่อกองทัพธนบุรียกมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ที่ชื่อหล่ายแคง  เพราะบริเวณริมคูเมืองมีลักษณะลาดเท ในสมัยต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ประตูระแกง  ๔. ประตูขัวก้อม  อยู่ทางทิศใต้ ปรากฏในหลักฐานโคลงมังทรารบเชียงใหม่ว่าสร้างขึ้นอย่างน้อยใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๘  ๕. ประตูไหยา หรือ หายยา  อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูไหยาเป็นครั้งแรกว่า  "พ.ศ. ๒๒๗๐ เมื่อเทพสิงห์ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้บุกเข้ามาทางประตูไหยา  แต่ด้วยที่ตั้งของประตูไหยาอยู่ในทิศเดียวกับประตูแสนปุง เป็นตำแหน่งกาลกิณีเมือง  จึงใช้เป็นทางเคลื่อนศพมาฌาปนกิจที่สุสานหายยามาตั้งแต่โบราณ  สำหรับสาเหตุที่ต้องสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกชึ้นเพื่อป้องกันกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา ที่มักจะยกทัพมาคุกคามเมืองเชียงใหม่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของราชวงศ์มังรายมาแล้ว ปัจจุบันแนวกำแพงและประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังปรากฏหลักฐานให้เห็น  อยู่ในบางช่วงส่วนบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านนอกนั้นถูกบุกรุกจากชาวบ้านเข้าไปสร้างบ้านเรือน จนทำให้แนวกำแพงดินพังทลายลง #ประตูไหยา #ประตูท่าแพ #ประตูช้างม่อย #ประตูสวนดอก #ประตูสวนดอก #เที่ยวเชียงใหม่ #เชียงใหม่

๑. ประตูช้างม่อย 

อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง 

ในอดีตถนนช้างม่อยเก่าเป็นเส้นทางโบราณผ่านหมู่บ้านเชียงเรือกไปวัดหนองหล่ม 

แล้วไปสิ้นสุดที่ประตูช้างม่อย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูช้างม่อยว่า สร้างขึ้นเมื่อ

ปีพ.ศ. ๒๓๖๘ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวทางราชการได้ตัดถนนช้างม่อยใหม่ขึ้น

โดยเจาะกำแพงชั้นในให้ถนนราชวิถีจากในเวียงตัดตรงสู่ถนนช้างม่อยใหม่แล้วไป ออกแม่น้ำปิง

ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกประตูชั้นในที่เจาะใหม่ว่า ประตูช้างม่อย 

เพื่อแทนที่ประตูเดิมซึ่งถูกรื้อทิ้งไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๑

เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่  ประตูเวียง (ประตูเมือง)  ประตูเวียง (ประตูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้  ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำแพงและประตูเมืองหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์  แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้วก็ตาม  แนวกำแพงและประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันยังคงมีเค้าโครงของแนวกำแพงสมัยโบราณอยู่  โดยเฉพาะก้อนอิฐซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าปกติ  สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละที่เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่ร้างมานานกว่า ๒๐๐ ปี กำแพงเมืองและประตูเมืองเชียงใหม่มีความสำคัญ  ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษ  ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองจะต้องเข้าเมืองที่ประตูทางทิศเหนือ  ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ขึ้นแต่เดิมนั้น พงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ได้ทรงขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านนำเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง  โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน  แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย  ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้ง ๔ แห่ง  คือประตูหัวเวียง(ช้างเผือก) ,ประตูท้ายเวียง(เชียงใหม่) ,ประตูท่าแพ และ ประตูสวนดอก  กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น คือ กำแพงชั้นในรูปสี่เหลี่ยมและกำแพงชั้นนอกหรือกำแพงดิน  กำแพงทั้งสองชั้นสร้างขึ้นไม่พร้อมกันและมีความสำคัญไม่เท่ากัน  กำแพงชั้นในสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อครั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี  พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนกำแพงชั้นนอกสันนิษฐานว่าสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒  ในรายงานการวิจัยเรื่อง "ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน" โดยสรัสวดี อ๋องสกุล  กล่าวถึงความสำคัญของกำแพงเมืองทั้งสองว่า  กำแพงเมืองชั้นในมีความสำคัญกว่ากำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งพิจารณาจากการใช้สอยพื้นที่พบว่า ภายในกำแพงเมืองชั้นในถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองเพราะเป็นที่อยู่ของ  กษัตริย์และเจ้านาย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง  วัดเชียงมั่น ด้านถนนภายในกำแพงเมืองมีลักษณะตัดตรงเป็นเรขาคณิต  เมื่อเปรียบเทียบกันกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพบว่า  กำแพงชั้นนอกเป็นที่อยู่ของช่างและพ่อค้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อาทิ  ชาวเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่และไทยวน ส่วนบริเวณกำแพงเมืองชั้นในจะกำหนดให้เฉพาะชาวไทยวน หรือ คนเมืองอยู่เท่านั้น  บริเวณกำแพงเมืองชั้นใน ประกอบด้วยประตูเมือง ๕ ประตู ได้แก่  ๑. ประตูหัวเวียง ( คนเชียงใหม่ เรียก ปะตู๋จ๊างเผือก ) หรือ ประตูช้างเผือก อยู่ทางทิศเหนือของเมืองถือว่าเป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี  กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้ามาที่ประตูนี้ ประตูหัวเวียงเปลี่ยนชื่อมาเป็น  ประตูช้างเผือกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้สร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก ๒ เชือก เป็นอนุสรณ์แก่มหาดเล็ก ๒ คนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากภัยสงคราม  แต่เดิมรูปปั้นช้างเผือกทั้ง ๒ เชือกอยู่ริมถนนโชตนาด้านละเชือก  สำหรับรูปปั้นช้างเผือกที่ตั้งในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ  ๒. ประตูเชียงเรือก หรือ ประตูท่าแพ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของกำแพงเมืองชั้นใน มีบ้านเชียงเรือกตั้งอยู่บริเวณนอกกำแพงเมือง  เดิมบ้านเชียงเรือกเป็นชุมชนค้าขายเพราะเป็นที่ตั้งของตลาดเชียงเรือก  ตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ คาดว่ามีประชากรหนาแน่น  ซึ่งมีหลักฐานกล่าวถึงสมัยพญาแก้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงเรือกมีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ในสมัยพระเจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๑๖ - ๒๔๔๐)  ชื่อประตูเชียงเรือก เปลี่ยนมาเป็นประตูท่าแพชั้นในเพื่อให้คู่กับประตูท่าแพชั้นนอก  ซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ชื่อประตูท่าแพ หมายถึงประตูชั้นนอกตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดแสนฝาง  ต่อมาบ้านเรือนขยายตัวประตูท่าแพชั้นนอกได้สลายไปเหลือแต่ประตูท่าแพชั้นใน  ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ประตูท่าแพ สำหรับประตูท่าแพในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๒๙ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ๓. ประตูท้ายเวียง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋เจียงใหม่ ) หรือ ประตูเชียงใหม่  ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่  ในอดีตเป็นเส้นทางสำคัญระหว่างเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามและลำพูน ในสมัยราชวงศ์มังราย  (พ.ศ. ๑๘๐๔ - ๒๑๐๑)  ทั้งเชียงใหม่ กุมกามและลำพูนตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกัน  การเดินทางจึงไม่ต้องข้ามแม่น้ำปิง  ๔. ประตูแสนปุง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋แสนปุง )  ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับประตูเชียงใหม่  คือเฉพาะกำแพงเมืองด้านใต้เท่านั้นที่มีสองประตู  ประตูนี้สันนิษฐานอาจเจาะภายหลังคือไม่ได้สร้างพร้อมกับสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่กล่าวถึงการเจาะประตูนี้  หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูแสนปุงครั้งแรกสมัยมหาเทวีจิรประภา  พ.ศ. ๒๐๘๘ "...ชาวใต้มาปล่นเอาปะตูแสนปุง บ่ได้..." สันนิษฐานที่ชื่อ แสนปุง  เพราะเป็นทางออกไปสู่บริเวณที่มีเตาปุง (เตาไฟ) มากมาย  เพราะด้านนอกประตูเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างหลอมโลหะจึงมีเตาปุงไว้  หลอมโลหะจำนวนมากเปรียบนับแสน ปัจจุบันยังมีบ้านช่างหล่อพระพุทธรูปอาศัยอยู่  และถนนเลียบคูเมืองด้านนี้ชื่อถนนช่างหล่อจากความเชื่อเรื่องทิศและ  พื้นที่ถือเป็นเขตกาลกิณีจึงกำหนดให้ประตูแสนปุงเป็นทางออกไปสุสาน  ห้ามมิให้นำศพออกทางประตูอื่น ออกได้ประตูเดียวคือ ประตูแสนปุง  ๕. ประตูสวนดอก ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋สวนดอก ) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกประตูด้านนี้เป็นทางออกไปสู่อุทยาน ของกษัตริย์สมัยพญากือนาธรรมิกราช พ.ศ. ๑๙๑๔ ได้สร้างวัดบนพื้นที่อุทยานจึงเรียก วัดสวนดอก และในช่วงนั้นพญากือนาธรรมิกราช คงสร้างเวียงสวนดอกด้วย นอกจากกำแพงเมืองชั้นในแล้ว  เมืองเชียงใหม่ยังมีกำแพงเมืองชั้นนอกรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือที่รู้จักชื่อ กำแพงดิน โอบล้อมไว้ เริ่มตั้งแต่แจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบตามลำน้ำแม่ข่าลงมา  ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มาบรรจบกับกำแพงเมืองชั้นในที่แจ่งกูเฮือง  บริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านนอกมีประตูเมืองสำคัญอยู่ ๕ ประตู คือ  ๑. ประตูช้างม่อย  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง  ในอดีตถนนช้างม่อยเก่าเป็นเส้นทางโบราณผ่านหมู่บ้านเชียงเรือกไปวัดหนองหล่ม  แล้วไปสิ้นสุดที่ประตูช้างม่อย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูช้างม่อยว่า สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๓๖๘ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวทางราชการได้ตัดถนนช้างม่อยใหม่ขึ้น โดยเจาะกำแพงชั้นในให้ถนนราชวิถีจากในเวียงตัดตรงสู่ถนนช้างม่อยใหม่แล้วไป ออกแม่น้ำปิง ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกประตูชั้นในที่เจาะใหม่ว่า ประตูช้างม่อย  เพื่อแทนที่ประตูเดิมซึ่งถูกรื้อทิ้งไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๑  ๒. ประตูท่าแพ ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋ต่าแป ) อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองบริเวณหน้าวัดแสนฝาง ที่ชื่อท่าแพ  เพราะเป็นทางออกสู่ท่าน้ำแม่ปิง ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เรียกชื่อประตูนี้ว่า  ประตูท่าแพชั้นนอก เพราะความเจริญเติบโตของเมืองชื่อของประตูท่าแพชั้นนอกจึงค่อย ๆ  หายไป ประตูท่าแพจึงเหลือเพียงประตูเดียวคือ ประตูท่าแพชั้นใน หรือ ประตูเชียงเรือก  ๓. ประตูหล่ายแคง หรือ ประตูระแกง  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึง  ประตูนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เมื่อกองทัพธนบุรียกมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ที่ชื่อหล่ายแคง  เพราะบริเวณริมคูเมืองมีลักษณะลาดเท ในสมัยต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ประตูระแกง  ๔. ประตูขัวก้อม  อยู่ทางทิศใต้ ปรากฏในหลักฐานโคลงมังทรารบเชียงใหม่ว่าสร้างขึ้นอย่างน้อยใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๘  ๕. ประตูไหยา หรือ หายยา  อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูไหยาเป็นครั้งแรกว่า  "พ.ศ. ๒๒๗๐ เมื่อเทพสิงห์ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้บุกเข้ามาทางประตูไหยา  แต่ด้วยที่ตั้งของประตูไหยาอยู่ในทิศเดียวกับประตูแสนปุง เป็นตำแหน่งกาลกิณีเมือง  จึงใช้เป็นทางเคลื่อนศพมาฌาปนกิจที่สุสานหายยามาตั้งแต่โบราณ  สำหรับสาเหตุที่ต้องสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกชึ้นเพื่อป้องกันกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา ที่มักจะยกทัพมาคุกคามเมืองเชียงใหม่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของราชวงศ์มังรายมาแล้ว ปัจจุบันแนวกำแพงและประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังปรากฏหลักฐานให้เห็น  อยู่ในบางช่วงส่วนบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านนอกนั้นถูกบุกรุกจากชาวบ้านเข้าไปสร้างบ้านเรือน จนทำให้แนวกำแพงดินพังทลายลง #ประตูไหยา #ประตูท่าแพ #ประตูช้างม่อย #ประตูสวนดอก #ประตูสวนดอก #เที่ยวเชียงใหม่ #เชียงใหม่

๒. ประตูท่าแพ ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋ต่าแป ) อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองบริเวณหน้าวัดแสนฝาง ที่ชื่อท่าแพ 

เพราะเป็นทางออกสู่ท่าน้ำแม่ปิง ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เรียกชื่อประตูนี้ว่า 

ประตูท่าแพชั้นนอก เพราะความเจริญเติบโตของเมืองชื่อของประตูท่าแพชั้นนอกจึงค่อย ๆ 

หายไป ประตูท่าแพจึงเหลือเพียงประตูเดียวคือ ประตูท่าแพชั้นใน หรือ ประตูเชียงเรือก

เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่  ประตูเวียง (ประตูเมือง)  ประตูเวียง (ประตูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้  ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำแพงและประตูเมืองหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์  แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้วก็ตาม  แนวกำแพงและประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันยังคงมีเค้าโครงของแนวกำแพงสมัยโบราณอยู่  โดยเฉพาะก้อนอิฐซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าปกติ  สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละที่เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่ร้างมานานกว่า ๒๐๐ ปี กำแพงเมืองและประตูเมืองเชียงใหม่มีความสำคัญ  ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษ  ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองจะต้องเข้าเมืองที่ประตูทางทิศเหนือ  ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ขึ้นแต่เดิมนั้น พงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ได้ทรงขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านนำเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง  โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน  แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย  ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้ง ๔ แห่ง  คือประตูหัวเวียง(ช้างเผือก) ,ประตูท้ายเวียง(เชียงใหม่) ,ประตูท่าแพ และ ประตูสวนดอก  กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น คือ กำแพงชั้นในรูปสี่เหลี่ยมและกำแพงชั้นนอกหรือกำแพงดิน  กำแพงทั้งสองชั้นสร้างขึ้นไม่พร้อมกันและมีความสำคัญไม่เท่ากัน  กำแพงชั้นในสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อครั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี  พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนกำแพงชั้นนอกสันนิษฐานว่าสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒  ในรายงานการวิจัยเรื่อง "ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน" โดยสรัสวดี อ๋องสกุล  กล่าวถึงความสำคัญของกำแพงเมืองทั้งสองว่า  กำแพงเมืองชั้นในมีความสำคัญกว่ากำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งพิจารณาจากการใช้สอยพื้นที่พบว่า ภายในกำแพงเมืองชั้นในถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองเพราะเป็นที่อยู่ของ  กษัตริย์และเจ้านาย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง  วัดเชียงมั่น ด้านถนนภายในกำแพงเมืองมีลักษณะตัดตรงเป็นเรขาคณิต  เมื่อเปรียบเทียบกันกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพบว่า  กำแพงชั้นนอกเป็นที่อยู่ของช่างและพ่อค้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อาทิ  ชาวเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่และไทยวน ส่วนบริเวณกำแพงเมืองชั้นในจะกำหนดให้เฉพาะชาวไทยวน หรือ คนเมืองอยู่เท่านั้น  บริเวณกำแพงเมืองชั้นใน ประกอบด้วยประตูเมือง ๕ ประตู ได้แก่  ๑. ประตูหัวเวียง ( คนเชียงใหม่ เรียก ปะตู๋จ๊างเผือก ) หรือ ประตูช้างเผือก อยู่ทางทิศเหนือของเมืองถือว่าเป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี  กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้ามาที่ประตูนี้ ประตูหัวเวียงเปลี่ยนชื่อมาเป็น  ประตูช้างเผือกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้สร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก ๒ เชือก เป็นอนุสรณ์แก่มหาดเล็ก ๒ คนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากภัยสงคราม  แต่เดิมรูปปั้นช้างเผือกทั้ง ๒ เชือกอยู่ริมถนนโชตนาด้านละเชือก  สำหรับรูปปั้นช้างเผือกที่ตั้งในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ  ๒. ประตูเชียงเรือก หรือ ประตูท่าแพ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของกำแพงเมืองชั้นใน มีบ้านเชียงเรือกตั้งอยู่บริเวณนอกกำแพงเมือง  เดิมบ้านเชียงเรือกเป็นชุมชนค้าขายเพราะเป็นที่ตั้งของตลาดเชียงเรือก  ตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ คาดว่ามีประชากรหนาแน่น  ซึ่งมีหลักฐานกล่าวถึงสมัยพญาแก้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงเรือกมีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ในสมัยพระเจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๑๖ - ๒๔๔๐)  ชื่อประตูเชียงเรือก เปลี่ยนมาเป็นประตูท่าแพชั้นในเพื่อให้คู่กับประตูท่าแพชั้นนอก  ซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ชื่อประตูท่าแพ หมายถึงประตูชั้นนอกตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดแสนฝาง  ต่อมาบ้านเรือนขยายตัวประตูท่าแพชั้นนอกได้สลายไปเหลือแต่ประตูท่าแพชั้นใน  ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ประตูท่าแพ สำหรับประตูท่าแพในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๒๙ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ๓. ประตูท้ายเวียง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋เจียงใหม่ ) หรือ ประตูเชียงใหม่  ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่  ในอดีตเป็นเส้นทางสำคัญระหว่างเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามและลำพูน ในสมัยราชวงศ์มังราย  (พ.ศ. ๑๘๐๔ - ๒๑๐๑)  ทั้งเชียงใหม่ กุมกามและลำพูนตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกัน  การเดินทางจึงไม่ต้องข้ามแม่น้ำปิง  ๔. ประตูแสนปุง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋แสนปุง )  ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับประตูเชียงใหม่  คือเฉพาะกำแพงเมืองด้านใต้เท่านั้นที่มีสองประตู  ประตูนี้สันนิษฐานอาจเจาะภายหลังคือไม่ได้สร้างพร้อมกับสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่กล่าวถึงการเจาะประตูนี้  หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูแสนปุงครั้งแรกสมัยมหาเทวีจิรประภา  พ.ศ. ๒๐๘๘ "...ชาวใต้มาปล่นเอาปะตูแสนปุง บ่ได้..." สันนิษฐานที่ชื่อ แสนปุง  เพราะเป็นทางออกไปสู่บริเวณที่มีเตาปุง (เตาไฟ) มากมาย  เพราะด้านนอกประตูเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างหลอมโลหะจึงมีเตาปุงไว้  หลอมโลหะจำนวนมากเปรียบนับแสน ปัจจุบันยังมีบ้านช่างหล่อพระพุทธรูปอาศัยอยู่  และถนนเลียบคูเมืองด้านนี้ชื่อถนนช่างหล่อจากความเชื่อเรื่องทิศและ  พื้นที่ถือเป็นเขตกาลกิณีจึงกำหนดให้ประตูแสนปุงเป็นทางออกไปสุสาน  ห้ามมิให้นำศพออกทางประตูอื่น ออกได้ประตูเดียวคือ ประตูแสนปุง  ๕. ประตูสวนดอก ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋สวนดอก ) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกประตูด้านนี้เป็นทางออกไปสู่อุทยาน ของกษัตริย์สมัยพญากือนาธรรมิกราช พ.ศ. ๑๙๑๔ ได้สร้างวัดบนพื้นที่อุทยานจึงเรียก วัดสวนดอก และในช่วงนั้นพญากือนาธรรมิกราช คงสร้างเวียงสวนดอกด้วย นอกจากกำแพงเมืองชั้นในแล้ว  เมืองเชียงใหม่ยังมีกำแพงเมืองชั้นนอกรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือที่รู้จักชื่อ กำแพงดิน โอบล้อมไว้ เริ่มตั้งแต่แจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบตามลำน้ำแม่ข่าลงมา  ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มาบรรจบกับกำแพงเมืองชั้นในที่แจ่งกูเฮือง  บริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านนอกมีประตูเมืองสำคัญอยู่ ๕ ประตู คือ  ๑. ประตูช้างม่อย  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง  ในอดีตถนนช้างม่อยเก่าเป็นเส้นทางโบราณผ่านหมู่บ้านเชียงเรือกไปวัดหนองหล่ม  แล้วไปสิ้นสุดที่ประตูช้างม่อย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูช้างม่อยว่า สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๓๖๘ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวทางราชการได้ตัดถนนช้างม่อยใหม่ขึ้น โดยเจาะกำแพงชั้นในให้ถนนราชวิถีจากในเวียงตัดตรงสู่ถนนช้างม่อยใหม่แล้วไป ออกแม่น้ำปิง ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกประตูชั้นในที่เจาะใหม่ว่า ประตูช้างม่อย  เพื่อแทนที่ประตูเดิมซึ่งถูกรื้อทิ้งไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๑  ๒. ประตูท่าแพ ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋ต่าแป ) อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองบริเวณหน้าวัดแสนฝาง ที่ชื่อท่าแพ  เพราะเป็นทางออกสู่ท่าน้ำแม่ปิง ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เรียกชื่อประตูนี้ว่า  ประตูท่าแพชั้นนอก เพราะความเจริญเติบโตของเมืองชื่อของประตูท่าแพชั้นนอกจึงค่อย ๆ  หายไป ประตูท่าแพจึงเหลือเพียงประตูเดียวคือ ประตูท่าแพชั้นใน หรือ ประตูเชียงเรือก  ๓. ประตูหล่ายแคง หรือ ประตูระแกง  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึง  ประตูนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เมื่อกองทัพธนบุรียกมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ที่ชื่อหล่ายแคง  เพราะบริเวณริมคูเมืองมีลักษณะลาดเท ในสมัยต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ประตูระแกง  ๔. ประตูขัวก้อม  อยู่ทางทิศใต้ ปรากฏในหลักฐานโคลงมังทรารบเชียงใหม่ว่าสร้างขึ้นอย่างน้อยใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๘  ๕. ประตูไหยา หรือ หายยา  อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูไหยาเป็นครั้งแรกว่า  "พ.ศ. ๒๒๗๐ เมื่อเทพสิงห์ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้บุกเข้ามาทางประตูไหยา  แต่ด้วยที่ตั้งของประตูไหยาอยู่ในทิศเดียวกับประตูแสนปุง เป็นตำแหน่งกาลกิณีเมือง  จึงใช้เป็นทางเคลื่อนศพมาฌาปนกิจที่สุสานหายยามาตั้งแต่โบราณ  สำหรับสาเหตุที่ต้องสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกชึ้นเพื่อป้องกันกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา ที่มักจะยกทัพมาคุกคามเมืองเชียงใหม่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของราชวงศ์มังรายมาแล้ว ปัจจุบันแนวกำแพงและประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังปรากฏหลักฐานให้เห็น  อยู่ในบางช่วงส่วนบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านนอกนั้นถูกบุกรุกจากชาวบ้านเข้าไปสร้างบ้านเรือน จนทำให้แนวกำแพงดินพังทลายลง #ประตูไหยา #ประตูท่าแพ #ประตูช้างม่อย #ประตูสวนดอก #ประตูสวนดอก #เที่ยวเชียงใหม่ #เชียงใหม่

๓. ประตูหล่ายแคง หรือ ประตูระแกง 

อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึง 

ประตูนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เมื่อกองทัพธนบุรียกมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ที่ชื่อหล่ายแคง 

เพราะบริเวณริมคูเมืองมีลักษณะลาดเท ในสมัยต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ประตูระแกง


๔. ประตูขัวก้อม 

อยู่ทางทิศใต้ ปรากฏในหลักฐานโคลงมังทรารบเชียงใหม่ว่าสร้างขึ้นอย่างน้อยใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๘

เรื่องเล่าประตูเวียงเชียงใหม่  ประตูเวียง (ประตูเมือง)  ประตูเวียง (ประตูเมือง) จังหวัดเชียงใหม่ยังคงเป็นจังหวัดเดียวในประเทศไทยก็ว่าได้  ที่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับกำแพงและประตูเมืองหลงเหลืออยู่อย่างสมบูรณ์  แม้ว่าในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาจะมีการบูรณะซ่อมแซมมาบ้างแล้วก็ตาม  แนวกำแพงและประตูเมืองที่เห็นในปัจจุบันยังคงมีเค้าโครงของแนวกำแพงสมัยโบราณอยู่  โดยเฉพาะก้อนอิฐซึ่งมีลักษณะใหญ่กว่าปกติ  สันนิษฐานว่าน่าจะอยู่ในสมัยของพระเจ้ากาวิละที่เข้ามาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่ร้างมานานกว่า ๒๐๐ ปี กำแพงเมืองและประตูเมืองเชียงใหม่มีความสำคัญ  ถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษ  ในอดีตเมื่อพระมหากษัตริย์จะเสด็จเข้าเมืองจะต้องเข้าเมืองที่ประตูทางทิศเหนือ  ซึ่งถือเป็นเดชเมือง ในการสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ขึ้นแต่เดิมนั้น พงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ได้ทรงขุดคูเมืองทั้งสี่ด้านนำเอาดินขึ้นมาถมเป็นแนวกำแพง  โดยเริ่มขุดที่มุมตะวันออกเฉียงเหนือคือแจ่งศรีภูมิอันเป็นทิศมงคลก่อน  แล้วก่ออิฐขนาบสองข้างกันดินพังทลาย  ข้างบนกำแพงปูอิฐตลอดแนวทำเสมาไว้บนกำแพงทั้งสี่ด้านและประตูเมืองอีกทั้ง ๔ แห่ง  คือประตูหัวเวียง(ช้างเผือก) ,ประตูท้ายเวียง(เชียงใหม่) ,ประตูท่าแพ และ ประตูสวนดอก  กำแพงเมืองเชียงใหม่มีสองชั้น คือ กำแพงชั้นในรูปสี่เหลี่ยมและกำแพงชั้นนอกหรือกำแพงดิน  กำแพงทั้งสองชั้นสร้างขึ้นไม่พร้อมกันและมีความสำคัญไม่เท่ากัน  กำแพงชั้นในสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยพญามังราย เมื่อครั้งสถาปนาเมืองเชียงใหม่ในปี  พ.ศ. ๑๘๙๓ ส่วนกำแพงชั้นนอกสันนิษฐานว่าสร้างประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๒  ในรายงานการวิจัยเรื่อง "ชุมชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำพูน" โดยสรัสวดี อ๋องสกุล  กล่าวถึงความสำคัญของกำแพงเมืองทั้งสองว่า  กำแพงเมืองชั้นในมีความสำคัญกว่ากำแพงเมืองชั้นนอก ซึ่งพิจารณาจากการใช้สอยพื้นที่พบว่า ภายในกำแพงเมืองชั้นในถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการปกครองเพราะเป็นที่อยู่ของ  กษัตริย์และเจ้านาย รวมทั้งเป็นที่ตั้งของวัดสำคัญหลายแห่ง เช่น วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง  วัดเชียงมั่น ด้านถนนภายในกำแพงเมืองมีลักษณะตัดตรงเป็นเรขาคณิต  เมื่อเปรียบเทียบกันกำแพงเมืองชั้นนอกแล้วพบว่า  กำแพงชั้นนอกเป็นที่อยู่ของช่างและพ่อค้าเป็นกลุ่มชาติพันธุ์หลากหลาย อาทิ  ชาวเขิน มอญ พม่า ไทใหญ่และไทยวน ส่วนบริเวณกำแพงเมืองชั้นในจะกำหนดให้เฉพาะชาวไทยวน หรือ คนเมืองอยู่เท่านั้น  บริเวณกำแพงเมืองชั้นใน ประกอบด้วยประตูเมือง ๕ ประตู ได้แก่  ๑. ประตูหัวเวียง ( คนเชียงใหม่ เรียก ปะตู๋จ๊างเผือก ) หรือ ประตูช้างเผือก อยู่ทางทิศเหนือของเมืองถือว่าเป็นประตูมงคล ในพิธีราชาภิเษกตามโบราณราชประเพณี  กษัตริย์ผู้ปกครองเมืองเชียงใหม่จะเสด็จเข้ามาที่ประตูนี้ ประตูหัวเวียงเปลี่ยนชื่อมาเป็น  ประตูช้างเผือกเมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓ เมื่อพญาแสนเมืองมาได้สร้างอนุสาวรีย์ช้างเผือก ๒ เชือก เป็นอนุสรณ์แก่มหาดเล็ก ๒ คนที่ช่วยพระองค์ให้รอดพ้นจากภัยสงคราม  แต่เดิมรูปปั้นช้างเผือกทั้ง ๒ เชือกอยู่ริมถนนโชตนาด้านละเชือก  สำหรับรูปปั้นช้างเผือกที่ตั้งในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ  ๒. ประตูเชียงเรือก หรือ ประตูท่าแพ ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของกำแพงเมืองชั้นใน มีบ้านเชียงเรือกตั้งอยู่บริเวณนอกกำแพงเมือง  เดิมบ้านเชียงเรือกเป็นชุมชนค้าขายเพราะเป็นที่ตั้งของตลาดเชียงเรือก  ตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่งของเชียงใหม่ คาดว่ามีประชากรหนาแน่น  ซึ่งมีหลักฐานกล่าวถึงสมัยพญาแก้วเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมเชียงเรือกมีคนจมน้ำตายเป็นจำนวนมาก ในสมัยพระเจ้าอินทวิชายานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ ๒ (พ.ศ. ๒๔๑๖ - ๒๔๔๐)  ชื่อประตูเชียงเรือก เปลี่ยนมาเป็นประตูท่าแพชั้นในเพื่อให้คู่กับประตูท่าแพชั้นนอก  ซึ่งอยู่บนถนนสายเดียวกัน ชื่อประตูท่าแพ หมายถึงประตูชั้นนอกตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดแสนฝาง  ต่อมาบ้านเรือนขยายตัวประตูท่าแพชั้นนอกได้สลายไปเหลือแต่ประตูท่าแพชั้นใน  ชาวบ้านจึงเรียกชื่อสั้น ๆ ว่า ประตูท่าแพ สำหรับประตูท่าแพในปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่  เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๒๙ โดยอาศัยภาพถ่ายเก่าประตูเมืองเชียงใหม่ประตูหนึ่ง  ในสมัยรัชกาลที่ ๕  ๓. ประตูท้ายเวียง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋เจียงใหม่ ) หรือ ประตูเชียงใหม่  ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ ของเมืองเชียงใหม่  ในอดีตเป็นเส้นทางสำคัญระหว่างเชียงใหม่ไปเวียงกุมกามและลำพูน ในสมัยราชวงศ์มังราย  (พ.ศ. ๑๘๐๔ - ๒๑๐๑)  ทั้งเชียงใหม่ กุมกามและลำพูนตั้งอยู่ด้านตะวันตกของแม่น้ำปิงเช่นเดียวกัน  การเดินทางจึงไม่ต้องข้ามแม่น้ำปิง  ๔. ประตูแสนปุง ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋แสนปุง )  ตั้งอยู่ด้านตะวันตกเฉียงใต้ใกล้กับประตูเชียงใหม่  คือเฉพาะกำแพงเมืองด้านใต้เท่านั้นที่มีสองประตู  ประตูนี้สันนิษฐานอาจเจาะภายหลังคือไม่ได้สร้างพร้อมกับสร้างเมืองเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๑๘๓๙ อย่างไรก็ตามยังไม่พบหลักฐานที่กล่าวถึงการเจาะประตูนี้  หลักฐานตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูแสนปุงครั้งแรกสมัยมหาเทวีจิรประภา  พ.ศ. ๒๐๘๘ "...ชาวใต้มาปล่นเอาปะตูแสนปุง บ่ได้..." สันนิษฐานที่ชื่อ แสนปุง  เพราะเป็นทางออกไปสู่บริเวณที่มีเตาปุง (เตาไฟ) มากมาย  เพราะด้านนอกประตูเป็นที่อยู่ของกลุ่มช่างหลอมโลหะจึงมีเตาปุงไว้  หลอมโลหะจำนวนมากเปรียบนับแสน ปัจจุบันยังมีบ้านช่างหล่อพระพุทธรูปอาศัยอยู่  และถนนเลียบคูเมืองด้านนี้ชื่อถนนช่างหล่อจากความเชื่อเรื่องทิศและ  พื้นที่ถือเป็นเขตกาลกิณีจึงกำหนดให้ประตูแสนปุงเป็นทางออกไปสุสาน  ห้ามมิให้นำศพออกทางประตูอื่น ออกได้ประตูเดียวคือ ประตูแสนปุง  ๕. ประตูสวนดอก ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋สวนดอก ) ตั้งอยู่ทิศตะวันตกประตูด้านนี้เป็นทางออกไปสู่อุทยาน ของกษัตริย์สมัยพญากือนาธรรมิกราช พ.ศ. ๑๙๑๔ ได้สร้างวัดบนพื้นที่อุทยานจึงเรียก วัดสวนดอก และในช่วงนั้นพญากือนาธรรมิกราช คงสร้างเวียงสวนดอกด้วย นอกจากกำแพงเมืองชั้นในแล้ว  เมืองเชียงใหม่ยังมีกำแพงเมืองชั้นนอกรูปพระจันทร์เสี้ยว หรือที่รู้จักชื่อ กำแพงดิน โอบล้อมไว้ เริ่มตั้งแต่แจ่งศรีภูมิด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือเลียบตามลำน้ำแม่ข่าลงมา  ด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ มาบรรจบกับกำแพงเมืองชั้นในที่แจ่งกูเฮือง  บริเวณกำแพงเมืองเชียงใหม่ด้านนอกมีประตูเมืองสำคัญอยู่ ๕ ประตู คือ  ๑. ประตูช้างม่อย  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง  ในอดีตถนนช้างม่อยเก่าเป็นเส้นทางโบราณผ่านหมู่บ้านเชียงเรือกไปวัดหนองหล่ม  แล้วไปสิ้นสุดที่ประตูช้างม่อย ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูช้างม่อยว่า สร้างขึ้นเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๓๖๘ เมื่อบ้านเมืองขยายตัวทางราชการได้ตัดถนนช้างม่อยใหม่ขึ้น โดยเจาะกำแพงชั้นในให้ถนนราชวิถีจากในเวียงตัดตรงสู่ถนนช้างม่อยใหม่แล้วไป ออกแม่น้ำปิง ดังนั้นชาวบ้านจึงเรียกประตูชั้นในที่เจาะใหม่ว่า ประตูช้างม่อย  เพื่อแทนที่ประตูเดิมซึ่งถูกรื้อทิ้งไปในปี พ.ศ. ๒๕๑๑  ๒. ประตูท่าแพ ( คนเชียงใหม่เรียก ปะตู๋ต่าแป ) อยู่ด้านทิศตะวันออกของเมืองบริเวณหน้าวัดแสนฝาง ที่ชื่อท่าแพ  เพราะเป็นทางออกสู่ท่าน้ำแม่ปิง ในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เรียกชื่อประตูนี้ว่า  ประตูท่าแพชั้นนอก เพราะความเจริญเติบโตของเมืองชื่อของประตูท่าแพชั้นนอกจึงค่อย ๆ  หายไป ประตูท่าแพจึงเหลือเพียงประตูเดียวคือ ประตูท่าแพชั้นใน หรือ ประตูเชียงเรือก  ๓. ประตูหล่ายแคง หรือ ประตูระแกง  อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหลักฐานในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึง  ประตูนี้ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๓ เมื่อกองทัพธนบุรียกมาล้อมเมืองเชียงใหม่ ที่ชื่อหล่ายแคง  เพราะบริเวณริมคูเมืองมีลักษณะลาดเท ในสมัยต่อมาจึงเรียกเพี้ยนมาเป็น ประตูระแกง  ๔. ประตูขัวก้อม  อยู่ทางทิศใต้ ปรากฏในหลักฐานโคลงมังทรารบเชียงใหม่ว่าสร้างขึ้นอย่างน้อยใน ปี พ.ศ. ๒๑๕๘  ๕. ประตูไหยา หรือ หายยา  อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูไหยาเป็นครั้งแรกว่า  "พ.ศ. ๒๒๗๐ เมื่อเทพสิงห์ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้บุกเข้ามาทางประตูไหยา  แต่ด้วยที่ตั้งของประตูไหยาอยู่ในทิศเดียวกับประตูแสนปุง เป็นตำแหน่งกาลกิณีเมือง  จึงใช้เป็นทางเคลื่อนศพมาฌาปนกิจที่สุสานหายยามาตั้งแต่โบราณ  สำหรับสาเหตุที่ต้องสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกชึ้นเพื่อป้องกันกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา ที่มักจะยกทัพมาคุกคามเมืองเชียงใหม่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของราชวงศ์มังรายมาแล้ว ปัจจุบันแนวกำแพงและประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังปรากฏหลักฐานให้เห็น  อยู่ในบางช่วงส่วนบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านนอกนั้นถูกบุกรุกจากชาวบ้านเข้าไปสร้างบ้านเรือน จนทำให้แนวกำแพงดินพังทลายลง #ประตูไหยา #ประตูท่าแพ #ประตูช้างม่อย #ประตูสวนดอก #ประตูสวนดอก #เที่ยวเชียงใหม่ #เชียงใหม่

๕. ประตูไหยา หรือ หายยา 

อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวถึงประตูไหยาเป็นครั้งแรกว่า 

"พ.ศ. ๒๒๗๐ เมื่อเทพสิงห์ยึดเมืองเชียงใหม่จากพม่าได้บุกเข้ามาทางประตูไหยา 

แต่ด้วยที่ตั้งของประตูไหยาอยู่ในทิศเดียวกับประตูแสนปุง เป็นตำแหน่งกาลกิณีเมือง 

จึงใช้เป็นทางเคลื่อนศพมาฌาปนกิจที่สุสานหายยามาตั้งแต่โบราณ 

สำหรับสาเหตุที่ต้องสร้างกำแพงเมืองเชียงใหม่ชั้นนอกชึ้นเพื่อป้องกันกองทัพจากกรุงศรีอยุธยา

ที่มักจะยกทัพมาคุกคามเมืองเชียงใหม่บ่อยครั้ง นับตั้งแต่ปลายรัชสมัยของราชวงศ์มังรายมาแล้ว

ปัจจุบันแนวกำแพงและประตูเมืองทั้งด้านในและด้านนอกยังปรากฏหลักฐานให้เห็น 

อยู่ในบางช่วงส่วนบริเวณแนวกำแพงเมืองด้านนอกนั้นถูกบุกรุกจากชาวบ้านเข้าไปสร้างบ้านเรือน

จนทำให้แนวกำแพงดินพังทลายลง

 


ชื่อลุกค้า :  *
จากจังหวัด :
โทร :  *
Line id :
E-Mail :
จำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทย :
จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ :
ผู้ใหญ่ กี่ท่าน เด็กกี่ท่าน อายุเด็ก / ถ้า 11 ขวบ คือ ผู้ใหญ่ :  *
วันเดินทาง /กี่คืน :
ช่วงวันที่จะท่องเที่ยว :
ถ้ามีไฟท์บิน โปรดระบุ :
จังหวัดที่ท่านอยากเที่ยว : เชียงใหม่
จังหวัดที่ท่านอยากเที่ยว : เชียงราย
จังหวัดที่ท่านอยากเที่ยว : ลำพูน
จังหวัดที่ท่านอยากเที่ยว : ลำปาง
จังหวัดที่ท่านอยากเที่ยว : ปาย
จังหวัดที่ท่านอยากเที่ยว : แม่ฮ่องสอน
จังหวัดที่ท่านอยากเที่ยว : แพร่
น่าน
จังหวัดที่ท่านอยากเที่ยว : แล้วแต่ทางคนไทยทัวร์
ระดับโรงแรมที่ท่านอยากพัก :
ระดับทัวร์แพ็กเก็จโดยรวม :
อื่นๆ เพิ่มเติม :  *
ท่านรู้จัก คนไทยทัวร์ จากที่ไหน : Google
ท่านรู้จัก คนไทยทัวร์ จากที่ไหน : Yahoo
ท่านรู้จัก คนไทยทัวร์ จากที่ไหน : hotmail
ท่านรู้จัก คนไทยทัวร์ จากที่ไหน : พนักงานขาย ( Sales )
ท่านรู้จัก คนไทยทัวร์ จากที่ไหน : นิตยสาร ,สิ้งพิมพ์
ท่านรู้จัก คนไทยทัวร์ จากที่ไหน : วิทยุ
ท่านรู้จัก คนไทยทัวร์ จากที่ไหน : เพื่อนแนะนำ
ท่านรู้จัก คนไทยทัวร์ จากที่ไหน : อื่นๆ โปรดระบุ



สัพเพเหระ เรื่องเที่ยว เรื่องกิน

⭐️เทศกาลลอยกระทงเชียงใหม่ ตอนกลางคืน 21-23 พย 61 article
⭐️เทศกาลลอยกระทงเชียงใหม่ จะเริ่มแล้ว 21-23 พย 61 article
คนไทยทัวร์ พาเที่ยว อากาศดี ๆ ที่ ดอย นก สตรอเบอร์รี่ รีสอร์ท
คนไทยทัวร์ เชิญ เที่ยวเทศกาลหน้าหนาวที่เชียงใหม่ กับงานหนาวนี้ที่เมืองแกน
คนไทยทัวร์ ชวนเปิดประสบการณ์ ใหม่ ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์
🍀 คนไทยทัวร์ ชวนเที่ยว งานเชียงรายดอกไม้งาม
👏🏻 คนไทยทัวร์ พาเที่ยวไหว้พระ วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ พาเติมพลังความสดชื่นที่ เส้นทางแห่งรัก เติมพลังธรรมชาติ ให้กับชีวิต ที ม่อนแจ่ม / Mon Jam
🌼🌼 คนไทยทัวร์ พาชม ทุ่ง ดอกเก๊กฮวย” ทุ่งดอกไม้สีขาว บานสวยสะพรั่งทั้งดอย
🔹คนไทยทัวร์ พาเดิน ที่ ตลาดประตูเชียงใหม่ (กาดประตูเชียงใหม่)
🌻🌻 คนไทยทัวร์ รอพาลูกค้าไปทัวร์ที่ 🌼ทุ่งดอกบัวตองสีเหลืองทองอร่าม ดอย แม่อูคอ แม่ฮ่องสอน
คนไทยทัวร์ พา ชม พาเสพงานศิลป์ ที่ @ขัวศิลปะ เชียงราย
📍คนไทยทัวร์ พาเดินเล่นยามค่ำคืน ที่ ถนนคนเดินวันอาทิตย์ ประตูท่าแพ สุดฮิต เชียงใหม่
🍁คนไทยทัวร์ ชวนออกทริป งานบุญออกพรรษา และบุญไหลเรือไฟ ที่ เมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว
คนไทยทัวร์ พาทริป สักการะกราบไหว้พระบรมธาตุที่วัดพระธาตุดอยสุเทพ เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ ไม่มา ไม่ได้ ที่ ⛩ H i n o k i L a n d ⛩ แลนด์มาร์คใหม่ มาแรง เชียงใหม่
💥 คนไทยทัวร์ พา เที่ยวถ้ำเชียงดาว เชียงใหม่ ชมหินงอกหินย้อยและพระพุทธรูปพม่า
💡คนไทยทัวร์พาเที่ยว ที่ ศูนย์วิปัสสนาสากลไร่เชิญตะวัน จ.เชียงราย
คนไทยทัวร์ พา ไหว้พระขอพร ที่ วัดป่าดาราภิรมย์ เชียงใหม่ สายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺตมหาเถระ
คนไทยทัวร์ พา ชม ชิม ช็อป เดินเล่นตอนเช้า ที่ Rustic Market
คนไทยทัวร์ แนะนำ ไฮไลท์บนดอยอินทนนท์ อัศจรรย์แห่งขุนเขา
กำหนดการ ยี่เป็ง ลอยกระทง เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ พาล่องเรือน้ำโขงจากหลวงพระบาง
คนไทยทัวร์ พารับลมชม วิว กินหมูกะทะ ที่ ม่อนอิงดาว รีสอร์ท / Moningdao ,Chiang Mai
คนไทยทัวร์ ขอเชิญทำบุญงานประเพณี สลากย้อมเมืองลำพูน หนึ่งเดียวในโลก ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน
คนไทยทัวร์ อยากขายทัวร์แพ็กเก็จ นี้ มาก เทศกาลทุ่งบัวตองบาน ณ ดอยแม่อูคอ แม่ฮ่องสอนพ.ย. นี้
คนไทยทัวร์ พาขึ้น พระธาตุภูสี เมือง หลวงพระบาง ประเทศลาว
คนไทยทัวร์ พาสายบุญ ที่ วัดห้วยปลากั้ง และเจ้าแม่กวนอิมองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
คนไทยทัวร์ พาลูกค้า ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ที่มาทัวร์หลวงพระบาง พร้อมทานอาหารเย็นสุดช่วนมื่น
คนไทยทัวร์ แนะนำ ข้อควรรู้เวลาจะไปแอ่ว เชียงใหม่ ไนท์ซาฟารี , Chiang Mai Night Safari
❤️ คนไทยทัวร์ พาเที่ยว พาชิม ที่ The cave doikam Chiang Mai
คนไทยทัวร์ พาเที่ยว ดอยอ่างขาง Green season หน้าฝน สวยเขียว ชุ่มชื่นหัวใจ
คนไทยทัวร์ พาเที่ยว ตามกลิ่น ที่ บ้านไม้หอมฮิโนกิ HINOKI HANDICRAFT , The House is built from hinoki tree
คนไทยทัวร์ พาไปฟิน ที่ พราวภูฟ้า รีสอร์ท จ.เชียงใหม่ นอนโอบกอดธรรมชาติ ขุนเขา และสายน้ำ สไตล์ ฮิป แอนด์ กรีน
คนไทยทัวร์ พาขอพร ที่ พิพิธภัณฑ์พระพิฆเนศ จ.เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ เชิญมา สัมผัส ราชาแห่งขุนเขาที่ แม่ฮ่องสอน มากกว่า 2,000 โค้ง คุ้มค่ากับ การมาถึงแน่นอน
คนไทยทัวร์ พาขอพรที่ วัดพระธาตุดอยคำ เป็นพระวัดคู่บ้านคู่เมืองของ ชาวเชียงใหม่มากว่า 1,400 ปี
คนไทยทัวร์ แนะนำร้านกาแฟ ร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ป่าเฟิร์น ใจกลางเมืองเชียงใหม่
คนไทยทัวร์ พาอวด เย็นแรงแซงทุกองศา ที่ Style Me ร้านไอศกรีมน้องหมา พันธุ์เฟรนช์บูลด๊อกเหมือนมาก น่ารัก น่าหม่ำ แทบไม่กล้ากิน
เที่ยว ทัวร์ ไร่ชา ฉุยฟง เชียงราย กับ คนไทยทัวร์
คนไทยทัวร์ แนะนำ หากท่าน ชอบ ชมวิวภูเขา ต้นไม้ สายลม แสงแดด ชมดาวบนดิน
เช้านี้ที่เชียงใหม่ กับ กล้อง Canon EOS 50 / Chiang mai Amazing
🔹คนไทยทัวร์ พาชม ชิม ชิว เดินเล่น ลมเย็นๆ ที่ กาดหลวง หรือ ตลาดวโรรส เชียงใหม่
พาคุณแม่เที่ยวทริป แบบไหน ยังไง อย่างไร กับใคร ? ให้ความสุขเพิ่มและสนุกขึ้น
คนไทยทัวร์ ขอแนะนำ คุณลูกค้าที่มีใจท่องเที่ยวมาเจอบรรยากาศสุดชิลเกินจะบรรยาย ที่ Zombie Café สายน้ำ ลำธาร Maerim Chiang Mai
Mr.Konthaitour พาแอ่ว ที่พืชสวนโลก / Royal Flora , Chiang Mai
Mr.Konthaitour ตั้งใจทัวร์ ที่ ม่อนแจ่ม ๆๆๆๆๆๆๆๆ เชียงใหม่ / Mon Jam ,Chiang Mai
คนไทยทัวร์ ชวนชมเสน่ห์ปทุมมา งามเลอค่า จากป่าสู่เมืองตลอดเดือนสิงหาคมนี้ 1-31 ส.ค.61 ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่
เดือนแห่งวันแม่ 12 สิงหา นี้ พาแม่เที่ยวเหนือกันไหม เจ้า
คนไทยทัวร์ พาชม ของดี อีกแล้ว ที่ พิพิธภัณฑ์ภาพวาด 3 มิติสุดอลังการ แห่งแรกในเชียงใหม่ เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ แนะนำ พิพิธภัณฑ์ใหม่เอี่ยม ที่มาแรงที่สุดในเชียงใหม่ ในตอนนี้
คนไทยทัวร์ พาเปิด ประสบการณ์ บ้านพ่อเลี้ยงหมื่น กลางเมือง เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ ออนทัวร์ ที่ สะพานโต่วะ -สะพานไม้ไผ่ ที่ วัดเจ็ดลิน 🙏กลางเมืองเชียงใหม่
คนไทยทัวร์ แนะนำ วัดร่องขุ่น หนึ่งในวัดที่สวยที่สุดในประเทศไทย จังหวัดเชียงราย
คนไทยทัวร์ พาเที่ยวสายบุญ สายศิลป์ ที่วัดร่องเสือเต้น จ.เชียงราย
คนไทยทัวร์ อยากจะมาขอบคุณลูกค้า ทุกคณะ ทุกครอบครัว ทุกองค์กร
คนไทยทัวร์ อาสา พาไปชมวัดพระพุทธบาทสี่รอย เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ ขอแนะนำ วัดศรีสุพรรณ ชมอุโบสถเงินหลังแรกของโลก เป็นพุทธศิลป์อันวิจิตร
คนไทยทัวร์ แนะนำ จุดเช็คอินสุดสวยสไตล์ตะวันตก ที่ ลานเนินนุ่ม หรือ ฟาร์มคาวบอย
คนไทยทัวร์ เจ้าถิ่นพา เปิดประสบการณ์ใหม่ ที่ ร้านเนโกะเอม่อน คาเฟ่ เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ พาเที่ยว น้ำพุร้อนธรรมชาติ ดอยสะเก็ด เชียงใหม่
คนไทยทัวร์พา เที่ยว ม่อนตีนตก แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ที่ แม่กำปอง/ เชียงใหม่
8 วิธีนัดเพื่อน ครอบครัว The Gang เที่ยว จัดทริปยังไงไม่ให้โดนเท
🦍คนไทยทัวร์ พาเที่ยว คิงคองยักษ์ หนัก 2 ตัน สูง 4 เมตร แลนด์มาร์คใหม่ของเชียงใหม่ ที่กลางทุ่งนา ห้วยตึงเฒ่า
Mr.Konthaitour แนะนำสะพานแห่งรัก แลนด์มาร์คใหม่ ของเชียงใหม่ /Beautiful Suspension Bridge in Mae Kuang dam , Chiang Mai, Thailand
คนไทยทัวร์ พาเที่ยว หมู่บ้านลึกลับ เมืองไดโนเสาร์ เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ พาเที่ยว ชม ที่ one nimman ,Chiang mai
คนไทยทัวร์ มีทริคเล็กๆน้อยๆ เวลาไปเที่ยวทริปทัวร์
คนไทยทัวร์ พาชม และสักการะ วัดแสงแก้วโพธิญาณ เชียงราย ครูบาอริยชาติ อริยจิตโต
คนไทยทัวร์ พาเที่ยววันนี้คือ วัดเกตการาม วัดเก่าแก่คู่เมืองเชียงใหม่มานานกว่า 500 ปี
The Baristro at Ping river ,Chiang mai
นายสุขใจ พาตะลอน จิบกาแฟ ปลายหมอก ที่ หมู่บ้าน แม่กำปอง เชียงใหม่
คนไทยทัวร์ พาสักการะ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่ * หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน ลูกค้าที่น่ารัก และ ทีมงาน คนไทยทัวขอร่วมบุญ ที่วัดดอนจั่น จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีนักเรียนที่ยากไร้กว่า 740 คน
Mr.Konthaitour แนะนำ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ และ Canopy Walkway เส้นทางชมวิวลอยฟ้าที่ยาวที่สุดในประเทศไทย
คนไทยทัวร์ แนะนำ สวนน้ำสุดมันส์แห่งแรกของเชียงใหม่ TUBE TREK WATER PARK
พาทัวร์ ความงดงามแห่งพลังศรัทธา ณ วัดบ้านเด่น หรือ วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน จ.เชียงใหม กับ คนไทยทัวร์
กราบและขอพร ที่วัดวัดถ้ำผาปล่อง อ. เชียงดาว จ.เชียงใหม่
เยี่ยมชม วัดอุโมงค์ เชียงใหม่
ภาพประทับใจ ทริปที่ผ่านมา ของเหล่า เด็กๆ ทั้ง น้อย -ใหญ่ วัย น่ารัก กับ คนไทยทัวร์ / บริษัททัวร์ชั้นนำเชียงใหม่
ผู้ชายสายเที่ยว ก็ มาเที่ยว ไม่ว่ามาแบบคู่ แบบครอบครัว แบบกลุ่มหมู่คณะ
เที่ยวเหนือ หน้าฝน นั้น ดี อย่างไร เจ๋งแบบไหน ตามมาดูกัน เลย
ผู้หญิง สาว สาว สาว เกือบ 95 % มาใช้บริการทริปเหนือกับ คนไทยทัวร
งานบุญใหญ่เชียงใหม่ ณ.วัดเจดีย์หลวง กับประเพณีใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล 11-17 พ.ค นี้เท่านั้น
คนไทยทัวร์ พาเที่ยว สวนสนบ่อแก้ว Bo Kaeo Pine Tree Garden or Suan Son Bor Kaew
ตำนาน เรื่อง เจดีย์ขาว อีกฝั่งติดแม่น้ำปิงซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักและเปรียบเสมียนเป็นสายเลือดใหญ่ของคนเชียงใหม่
เรื่องเล่าไกด์สาว คนไทยทัวร์
เลือกทัวร์อย่างไร ไม่ให้โดนเท
สรงน้ำ พระบาง พระคู่บ้านคู่เมืองหลวงพระบาง
ขบวนแห่นางสังขารหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก
หลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ม่วนซื่น แห่ช้างเฉลิมฉลองบุญปีใหม่ลาวช่วงสงกรานต์
ประกวด นางสังขาน หรือ หรือนางสงกรานต์ ที่เมืองมรดกโลก หลวงพระบาง
สวยทรงเสน่ห์ จริงๆ คูเมืองเชียงใหม่
เทศกาลชมดอกไม้บาน งามวัฒนธรรมไทย ตลอดเดือนเมษายนนี้ ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ เชียงใหม่
Traditional Khantoke Dinner and Show, Chiang Mai Thailand
💖 กลับมาอีกครั้งกลับ LINE Konthaitour Vo2. 💖
ครอบครัว คนไทยทัวร์ Line Sticker เพียง 30 บาท
Pongyang Jungle Coaster & Zipline ,Chiang Mai
เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก 🌷ขอพรด้านความรักสมหวัง กับ 8 สถานที่ ในดวงใจ
สถานที่บอกรักวันวาเลนไทน์ภาคเหนือ
หนาวนี้ มาสัมผัส ราชาแห่งขุนเขาที่ แม่ฮ่องสอน มากกว่า 2,000 โค้ง
แพ็กกระเป๋า ทัวร์สูงวัย หัวใจวัย เก๋า เที่ยวภาคเหนือ Local Experience แบบ Exclusive Trip ทริปส่วนตัวทุกคณะ
Konthaitour พาเที่ยวสะพานซูตองเป้ แห่งศรัทธาและ คำอธิษฐาน
I Phone X ราคา 45,000 บาท เที่ยวไหนได้บ้าง
มหกรรมไม้ดอกไม้ประดับ 2-4 กพ 61
สเตตัส วาเลนไทน์ เป็นแบบไหน เดือนแห่งรัก
พระบรมธาตุดอยสุเทพ
เทศกาลบอลลูนนานาชาติเชียงใหม่ 2-4 มีค
Konthaitour Recommend for Amazing Festival in Chiang Mai –Chiang Rai
เชียงใหม่ มี เทศกาลดีๆ เดือน กุมภาพันธ์ กับคนไทยทัวร์ / แพ็กเก็จเหนือ แบบส่วนตัว ทุกคณะ วันนี้
Konthaitour เชิญเที่ยวเทศกาลสตรอเบอรี่ 9-11 กุมภาพันธ์ 2561 จังหวัดเชียงใหม่



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล


Copyright © 2000 All Rights Reserved By Konthaitour / The Luxury Tour Operator Specialty base in Chiang Mai, Thailand. มากกว่าคำว่าทัวร์ ใส่ใจทุกรายละเอียด เรียกหาคนไทยทัวร์

           ช่องทางการติดต่อ คนไทยทัวร์ 

   Konthaitour VDO

 

บริษัททัวร์นำเที่ยวเชียงใหม่ ,แพ็คเกจทัวร์เชียงใหม่ ,ทัวร์เชียงใหม่,เที่ยวเชียงใหม่ ,ท่องเที่ยวเชียงใหม่, ,ทัวร์เหนือ ,tour operator chiangmai,tour chiang mai ,tour package chiangmai,northern tours,chiangmai-chiangrai-travel,ทัวร์เหนือ,chiangmai,tour company chiangmai ,ข้อมูลการท่องเที่ยวเชียงใหม่,Chiang mai , Chiangmai Travel Center, Tour Operator chiang mai thailand , chiang mai tours ,travel chiang mai ,tour chiang mai , chiangmai travel, Luxury-executive-VIP Tours ,family tours, honeymoon tours, Sightseeing ,tour package , chiang mai hotel, Travel Chiang maiทัวร์เชียงใหม่ ,เที่ยวเชียงใหม่ ,chiang mai mice ,chiang mai organize,บริษัททัวร์เชียงใหม่,บริษัททัวร์ ,เชียงใหม่,บริษัททัวร์นำเที่ยวเชียงใหม่,ทัวร์เชียงใหม่,เที่ยวเชียงใหม่ ,ท่องเที่ยวเชียงใหม่, ,ทัวร์เหนือ,โรงแรมเชียงใหม่,กรุ๊ปทัวร์ ทัวร์หมู่คณะ ทัวร์เหมาเชียงใหม่,จังหวัดเชียงใหม่,เชียงใหม่,สถานที่ท่องเที่ยว ท่องเที่ยว เชียงใหม่,บริษัททัวร์นำเที่ยวเชียงใหม่,ทัวร์เชียงใหม่,เที่ยวเชียงใหม่ ,ท่องเที่ยวเชียงใหม่, ,ทัวร์เหนือ,โรงแรมเชียงใหม่,กรุ๊ปทัวร์ ทัวร์หมู่คณะ ทัวร์เหมาเชียงใหม่ , chiang mai , Chiangmai Travel Center, Tour Operator chiang mai thailand , chiang mai tours ,travel chiang mai ,tour chiang mai , chiangmai travel, chiang mai activities,hotel chiang mai ,chiang mai hotel, honeymoon tours, Sightseeing ,tour package,#บริษัททัวร์เชียงใหม่ #บริษัทนำเที่ยวชียงใหม่ #บริษัทนำเที่ยว #ทัวร์เชียงใหม่ #เที่ยวเชียงใหม่ #แพ็กเก็จนำเที่ยวเหนือ #แพ็กเก็จนำเที่ยวเชียงใหม่ #โปรแกรมทัวร์เชียงใหม่ #ทัวร์ครอบครัวเชียงใหม่ #สันทนาการเชียงใหม่ #teambuildingchiangmai #chiangmaiteambuilding #micechiangmai #chiangmaimice #บริษัททัวร์ #คนไทยทัวร์ #เชียงใหม่ ,#chiangmaitravel #touroperatorchiangmai #chiangmai #chiangmaithailand #thailandchiangmai #travelagentchiangmai #travelagencychiangmai@konthaitour #konthaitour #holidaychiangmai #vacationchiangmai #asiatravel #tourguidechiangmai #chiangmaivip #honeymoonchiangmai #journeychiangmai #northernthailand #chiangmaiguide #guidetochiangmai#tourismchiangmai #tourismthailand,chiang mai,chiang mai photo,travel chiang mai ,tour thailand,holiday chiang mai,vacation chiang mai ,เชียงใหม่ ,ท่องเที่ยวเชียงใหม่ ,chiang mai hotel ,thailand chiang mai,family tour,tour group,vip tour,tour company เชียงใหม่ ,ภาคเหนือ , tour chiangmai แพ็คเกจทัวร์เชียงใหม่ Chiang Mai travel , Chiang Mai Tour,chiang mai package tour,trip chiangmai,ทริปเหนือ,เชียงใหม่ทริป ,honeymoon chiang mai ,chiang mai attractions,chiang mai activity,Chiang mai ,Chiang mai tour, tour chiang mai ,trip planner,advisor chiang mai , VIP,family tours, honeymoon tours, Sightseeing ,vacation , shopping chiang mai , holiday chiang mai ,thailand tour package , trip chiangmai ,thailand tour,tour thai,northtrip,hotel chiangmai,tour,guide ,จองห้อง ประชุม สัมมนา ,งานเลี้ยง ,กิจกรรมต่างๆ ,ปาร์ตี้ส่วนตัว ,Tour organize,golf arrangement ,events ,ทัศนศึกษา, ดูงาน ,ประชุมสัมมนา, ฝึกอบรม,STAFF PARTY และงานสังสรรค์ต่าง ๆ,พิธีการและงานมงคลต่าง ๆ,งานแต่งงาน  ,ฉลองเปิดบริษัท ,Theme party  ,Staff Party ,team building ,mice
    

TAT License : 21-00777
มากกว่าคำว่าทัวร์ ใส่ใจ ทุกรายละเอียด เรียกหา คนไทยทัวร์ 

3/112  ถ.รัตนโกสินทร์ ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50200

โทร :   063-7892562   ,   089-5987492  
    @konthaitour  , bassktt

เเฟกซ์:   053-412130  
อีเมล์ :  konthaitour@hotmail.com  
ไทย :  www.konthaitour.com  Eng Version  : www.konthaitours.com